
ในการแข่งขันด้านธุรกิจก่อสร้างนับว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก ไม่แพ้ธุรกิจประเภทอื่นๆ ทางด้านตัวผู้ประกอบการเองต้องศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียดของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยทำแผนการตลาด เพื่อที่จะได้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้อย่างราบรื่น ทำให้ธุรกิจมีความมั่นคง และขยายธุรกิจให้มีอนาคตต่อไปข้างหน้า
ในการลงทุนทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างผู้ที่ต้องการทำธุรกิจประเภทนี้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกระทรวงมหาดไทยและ องค์กรส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการควบคุมการก่อสร้าง ความปลอดภัยในการทำงาน การประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องมีเงินทุนเริ่มต้นตามขนาดของกิจการ การลงทุนเริ่มต้นของผู้ประกอบการ มีดังนี้ ตกแต่งอาคาร เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงาน คิดเป็นร้อยละ 9 เครื่องมือและอุปกรณ์ในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง คิดเป็นร้อยละ 61 เงินทุนหมุนเวียน คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนใหญ่เป็นค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายสำนักงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำประปาและ ไฟฟ้า เป็นต้น
ผลตอบแทนทางด้านการเงินขึ้นอยู่กับ ขนาดของธุรกิจ การบริหาร จากการสำรวจพบว่า ผลตอบแทนที่ได้รับจากรายได้ทั้งปี ประมาณ ร้อยละ 10 ส่วนผลตอบแทนที่ได้จากเงินลงทุนทั้งหมด ประมาณร้อยละ 13 ต่อปี โดยจะได้รับเงินลงทุนทั้งหมดคืน ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี แต่อย่างไรก็ตามการประกอบธุรกิจประเภทนี้ยังอุปสรรคสูง เช่น อาคารสิ่งปลูกสร้างที่ว่างอยู่มีเป็นจำนวนมากเกินความต้องการ สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้กระตุ้นงานด้านก่อสร้างไม่มากเท่าที่ควร สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อทำให้ผู้ประกอบกิจการมีข้อจำกัดในการรับงานก่อสร้าง หรือการก่อสร้างต้องใช้ระยะเวลา ซึ่งต้นทุนวัสดุก่อสร้างมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงบางครั้งอาจประสบปัญหาขาดทุน เป็นต้น
ถึงแม้ว่าการทำธุรกิจก่อสร้างจะมีอุปสรรคมากก็ตาม ก็ยังมีผู้ประกอบการหลายรายที่ยังสนใจในการทำธุรกิจ เพราะในอุปสรรคก็ยังมีโอกาส เช่น เป็นธุรกิจที่ไม่มีความสลับซับซ้อน ผู้ประกอบกิจการไม่จำเป็นต้องมีความรู้สูง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ประกอบกิจการต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก จึงทำให้จำนวนคู่แข่งลดลง อีกทั้งความจำเป็นใช้บริการซ่อมแซมอาคารสถานที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง
ทางด้านผู้ประกอบการต้องมีความเป็นผู้นำและมีพื้นฐานด้านการบริหาร มีการส่งเสริมหรือให้โอกาสพนักงานในการแสดงความคิดเห็น เพราะธุรกิจประเภทก่อสร้างต้องมีผู้ชำนาญในวิชาชีพแบบเฉพาะทาง ขาดตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถเดินต่อไปได้






กลไกของระบบการผลิตเพื่อขาย คือ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตลาดกับผู้ผลิต หรือผู้ขายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การทำงานในระบบนี้จะเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบการตลาด คือ ใช้ตลาดเป็นตัวตั้ง ข้อมูลข่าวสารการตลาดจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณความต้องการของตลาดที่มีต่อสินค้าและบริการไปยังผู้ผลิต ผู้ผลิตจะพยายามตอบสนองความต้องการทางด้านตลาดโดยการปรับระบบและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน
อีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและการขายนั้นต้องประเมินดูว่า ลูกค้าที่หามาพักที่โรงแรมนั้นเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการตรงกับสินค้าและบริการของโรงแรมที่มีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่หาลูกค้ามาใช้บริการไม่ตรงกับสินค้าและบริการที่จัดเตรียมไว้ให้ คุณค่าของสินค้าและบริการที่มีอยู่แม้ว่าจะดูดีมีค่ามากเพียงใด ก็ไร้ค้าถ้าลูกค้าที่มาใช้บริการมิได้ต้องการสิ่งนั้น สำหรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น แต่ลูกค้ายินดีที่จะจ่ายเพิ่มเติมนั้น ความต้องการอย่างนี้เป็นสิ่งดี ถ้าทางโรงแรมสามารถจัดมาให้เพิ่มเติม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับทางโรงแรม และถ้าโรงแรมเพิกเฉยต่อความต้องการของลูกค้า