หัวข้อ :
พวกเรา กำลังถูกหลอก กำลังงมงาย กันรู้ไหม
|
|
โดย
kk
เมื่อ 15/1/2010 11:48:19 |
|
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้
ชี้ให้เห็นความ ไม่เข้าใจในความเป็นพระผู้เป็นเจ้า เพราะไม่มีผู้นำสูงสุด ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรงตามสายงานที่ถูกต้อง
ตามอำนาที่ถูกต้องจากมือพระผู้พระผู้เป็นเจ้าโดยตรงไม่ใช่จากมนุษย์แต่งตั้งกันเอง
....ภายหลังที่อัครสาวกของพระองค์พรเยซูคริสต์ ถูกมรสักขี ความมจริงต่างๆนั้นก็เริ่มขาดการติดต่อ ความจริงนั้นถูกทำให้หายไป ขาดการนำจาก พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง... เริ่มแบ่งเป็นหลายเส้นทาง ก่อนหน้านั้นมี เส้นเดียว ต่อไปมีหลายเส้นทาง..
และบรรดาอาณาจักรเหล่านั้น ในสมัยนั้น ตกไปยู่การปกครองของกรีก และต่อมา จักรโรมันในที่สุด และเรื่องศาสนาก็ขึ้นมาอยู่กับ แต่งตั้งปกครองด้านศานาของโรมัน แล้วก็เพี้ยนไป เพราะ อำนาจ ยศถาบรรศักดิ์ ...
.....นำไปสู่การดิ้นรนของนักต่อสู้ทางศาสนา ...จนถึง ท่านมาติน รูเธอร์ และหลายท่านต้องมรสักขี
ท่านได้รวบรวม ..ปฏิรูปพระคัมภีร์ไบเบิล...
....แต่ก็นั้นก็ตามความจริงที่สำคัญๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล ได้สูญหายไป ความสมบูรณ์ในความเป็นจริงเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าหายไป..
ภาพที่สมบูรณ์หายไป เมื่อภาพสมบูรณ์หายไป นักศาสนา นักเทศ อ่านพระคัมภีร์ข้อเดียวเดียวกัน ก็เข้าใจไม่เหมือนในเรื่องที่สำคัญ..
เช่น การปกครอง ..วิธีการนมัสการ...สายงาน...ฯลฯ และที่สำคํญมากที่สุด ที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด คือพระลักษณะที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า เป็นอย่าง
ไร มีตัวตนไหม เป็นวิญญาณไหม พระเยซูคริสต์ คุกเข่า สวดอ้อนวอนถึงใคร แล้วทำไมมาบอกว่ามีองค็เดียว แล้วทำไมเวลาสวดอ้อ้นวอนเรียกพระนาม
พระบิดา
แล้วจบในพระนามพระบุตร พระเยซูคริสตื แบบนี้ก็เป็นคนละองค์ซิ..พระเยโฮวาห์ที่ตรัสกับโมเสส และศาสดาท่านอื่น....เป็นใคร
ภายหลังการฟื้นพระชนพ์ พระองค์ปรากฎต่อ มารีย์ ซีโมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่า ดิดุมัส และนาธานาเอลชาวบ้าน
คานาแคว้นกาลิลี และบุตรชายทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์อีกสองคนกำลังอยู่ด้วยกัน....แล้วทำไม
มาบอกว่าเป็นวิญญาณ ........แค่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าก้ไม่รูความจริงกัน...แม้พระองค์ฟื้นคืนพระชนช์
เสร็จ พระองค์ตรัสว่าจะไปเข้าเฝ้าพระบิดา แล้วทำไมพวกเรามาเข้าใจว่าเป็นองค์เดียว ไม่มีเหตุเหตุใดๆที่พระเยซู
จะคุกเข่าลงสวดอ้อนวอนถึงใครหากพระองค์เป็นองค์เดียว
พระองค์ตรัสว่า เรามา มิได้ทำตามใจตนเอง แต่ตามน้ำพระทัยพระบิดาที่ทรงใช้เรามา แต่ถ้าไปเคารพ รูป
เคารพยิ่งไปกันใหญ่... ( แค่ยกตัวอย่างบาส่วนเล็กน้อย...ของความไม่สมบูรณ์)
.....สิ่งต่างๆ เหล่านี้
..ก็เกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่มของตัวเอง ตั้งชื่อกลุ่ม ของตัวเอง...เหมือนตาบอดคลำช้าง คนหนึ่ง ตี ความกันไปต่างๆ นานา ตาเป็นประทีปของร่างกาย
หากตามองไม่เห็นจะมืดบอดสักเพียงใด คนนำทางตาบอด เจ้ากรองลูกน้ำออก แต่กลืนตัวอูฐเข้าไปพระองค์หมายถึงอะไร ....
....ความจริงทั้งหมดที่สมบูรณืนั้น.ที่ถูกต้อง อยู่ที่ไหน พระองค์เท่าที่จะเปิดเผยต่อมนุษย์ ศาสนาจักรที่แท้ จริงที่มีชื่อของพระองค์เป็นชื่อ นั้นอยู่ที่ไหน ศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ชื่อนั้น ชื่อนี้ ซอยนั้นซอยนี้...ผู้นำที่ถูกต้อง ที่พระองค์แต่งตั้งอยู่ที่ไหน ศาสดาที่นำเราเหมือน โมเสส โยชูวา. อิสยาห์ ดาห์เนียล..ดัง สมัยก่อนนั้น นั้นอยู่ที่ไหน...พลังอำนาจที่แท้จริงของของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน ศาสนาจักรไหน รูปแบบสังคม..
การปกครองของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน.....
เราจะงมงาย กันไปถึงไหน.....นี่แหละความงมงาย....จะเสียเวลาไปอีกนานถึงไหน...
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 16/1/2010 14:25:25
|
|
สวสัดีครับเห็นโพสไว้ถึง 3 กระทู้ เป็นข้อความเดียวกัน ก็เลยสนใจเปิดอ่านครับ แต่ผมต้องยอมรับตามตรงว่าผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ หวังว่าคุณจะช่วยอธิบายเพิ่มเติมนะครับ
หวังว่าคุณจะติดต่อกลับมาเร็วๆนี้เพื่อมีดอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
|
|
|
ตอบโดย
kk
เมื่อ 19/1/2010 9:22:40
|
|
"พวกเขาได้เอาหินขว้างสเทเฟน
7:54 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกบาดใจ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน
7:55 ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์เห็นสง่าราศีของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
7:56 แล้วท่านได้กล่าวว่า ""ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า’’’’
เพียงแค่จุดเริ่มต้นก็เข้าใจกัน ตีความกันผิดๆ ตรงนี้ชี้ให้เห็น 2 องค์แยกจากกัน ชัดเจนมาก ก็บอกชัด ดังๆๆมากๆๆว่า พระบิดา และพระบุตร แค่นี้ก็น่าจะรู้ว่า เป็นพ่อ กับลูก ตามที่เข้าใจกัน...
.เมื่อเราเรียกว่า พระบิดา นั้นหมายความว่าเราเป็นใคร เมื่อเรียกว่าพ่อ เราก็เป็นลูกใช่ไหมละ มีเพียงพ่อ..เท่านั้นหรือ...มี..พระมารดาด้วยไหม แน่นอน มีพ่อย่อมมีแม่.. แต่คงไม่ใช่ แมรีย์พระมารดาพระเยซูคริสต์ หรืออาจใช่ถึงกระนั้น ไม่เป็นที่รู้แก่มนุษย์ .....
เพียงจุดเริ่มต้นก็นมัสการ ตามจินตนาการ ก็ไม่ถูกแล้ว แล้ว อย่างอื่นที่สำคัญจะถูกได้อย่างไร
เรามองคนอื่นว่า เขานับถือรูปเคารพ แล้วพวกเรา ละ ยังนับถือไม่ถูกที่กันเลย ว่าเป็นใคร
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 20/1/2010 12:43:09
|
|
เรื่องที่คุณkk สงสัยนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับตรเอกานุภาพครับ ซึ่งพูดถึงพระเจ้า ในฐานะพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าหนึ่งเดียวกัน ผมขอยกเอาคำอธิบายของhttp://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Trinity.html มาประกอบครับ แต่ถ้าอยากอ่านเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ในหนังสือชื่อว่า "เปิดประเด็น" ของสำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร ครับ หวังว่าจะช่วยอธิบายให้เข้าใจได้มากขึ้นนะครับ
1) พระเจ้ามีพระองค์เดียว: เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4; 1 โครินธ์ 8:4; กาลาเทีย 3:20; 1 ทิโมธี 2:5.
2) ตรีเอกานุภาพประกอบด้วยสามพระภาค: ปฐมกาล 1:1; 1:26; 3:22; 11:7; อิสยาห์ 6:8; 48:16; 61:มัทธิว 3:16-17; มัทธิว 28:19; 2 โครินธ์ 13:14 ในข้อพระคัมภีร์ต่าง ๆ ในพันธสัญญาเดิม ความรู้ทางภาษาฮีบรูช่วยได้มาก หนังสือปฐมกาล 1:1 ใช้คำว่า เอลโลอิม ซึ่งเป็นสรรพนามพหูพจน์ หนังสือปฐมกาล 1:26; 3:22; 11:7 และอิสยาห์ 6:8 ใช้คำว่า เรา ซึ่งเป็นคำสรรพนามพหูพจน์ คำว่า เอลโลอิม และคำว่า เรา หมายถึงมากกว่าสองโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนภาษาอังกฤษมีอยู่สองรูปแบบเท่านั้น คือ เอกพจน์และพหูพจน์ ภาษาฮีบรูมีสามรูปแบบ คือ เอกพจน์, คู่, และพหูพจน์ คำว่าคู่หมายถึงสองเท่านั้น ในภาษาฮีบรูคำว่าคู่ใข้สำหรับสิ่งที่มาคู่กัน เช่น ตา, หู, และมือ คำว่า เอลโลอิม และคำสรรพนาม เรา เป็นคำพหูพจน์ แน่นอนว่ามีความหมายมากกว่าสอง และต้องหมายถึงสามหรือมากกว่า (พระบิดา, พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์)
ในหนังสือ อิสยาห์ 48:16 และ 61:1 พระบุตรทรงเป็นผู้ตรัส และทรงตรัสถึงพระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงเปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์อิสยาห์ 61:1 กับ ลูกา 4:14-19 แล้วท่านจะเห็นว่าพระบุตรทรงเป็นผู้ตรัส หนังสือมัทธิว 3:16-17 บรรยายถึงเหตุการณ์ในตอนที่พระเยซูทรงรับบัพติศมา ในภาพนี้ท่านจะเห็นว่าพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพระเจ้าพระบุตรในขณะที่พระเจ้าพระบิดาทรงประกาศถึงความพอพระทัยในพระบุตร ข้อพระคัมภีร์มัทธิว 28:19 และ 2 โครินธ์ 13:14 เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพระลักษณะที่แตกต่างกันสามพระลักษณะในตรีเอกานุภาพ
3) พระลักษณะในตรีเอกานุภาพแตกต่างกันออกไปในข้อพระคัมภีร์ต่าง ๆ: ในพันธสัญญาเดิม คำว่า LORD แตกต่างกับคำว่า Lord (ปฐมกาล 19:24; โฮเชยา 1:4) พระเยโฮวาห์ (LORD) ทรงมี พระบุตร (Son) (สดุดี 2:7, 12; สุภาษิต 30:2-4) พระวิญาณ (Spirit) ทรงแตกต่างจาก พระเยโฮวาห์ (LORD) (กันดารวิถี 27:1 และจาก พระเจ้า (God) (สดุดี 51:10-12) พระเจ้าพระบุตร (God the Son) ทรงแตกต่างจากพระเจ้าพระบิดา (God the Father) (สดุดี 45:6-7; ฮีบรู 1:8-9) ในพันธสัญญาใหม่ หนังสือยอห์น 14:16-17 แสดงถึงตอนที่พระเยซูตรัสกับพระบิดาเกี่ยวกับการส่งพระผู้ช่วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมา นี่แสดงให้เห็นว่าพระเยซูไม่ได้ทรงคิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงพิจารณาตอนอื่น ๆ ที่พระเยซูตรัสกับพระบิดาในหนังสือพระกิตติคุณประกอบด้วย พระองค์กำลังตรัสกับพระองค์เองหรือเปล่า? ไม่เลย พระองค์ตรัสกับอีกพระภาคหนี่งในตรีเอกานุภาพ พระบิดา ต่างหาก
4) แต่ละพระภาคในตรีเอกานุภาพคือพระเจ้า: พระบิดาทรงเป็นพระเจ้า: ยอห์น 6:27; โรม 1:7; 1 เปโตร 1:2 พระบุตรทรงเป็นพระเจ้า: ยอห์น 1:1, 14; โรม 9:5; โคโลสี 2:9; ฮีบรู 1:8; 1 ยอห์น 5:20 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้า: กิจการ 5:3-4; 1 โครินธ์ 3:16 (ผู้ที่ทรงอยู่ในเราคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ - โรม 8:9; ยอห์น 14:16-17; กิจการ 2:1-4)
5) การจำนนซึ่งกันและกันในตรีเอกานุภาพ: พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอยู่ภายใต้พระบิดาและพระบุตร, และพระบุตรทรงอยู่ภายใต้พระบิดา นี่เป็นความสัมพันธ์ภายใน และในตรีเอกานุภาพ ไม่ได้มีการปฎิเสธความเป็นพระเจ้าของพระภาคใดพระภาคหนึ่ง นี่เป็นสิ่งที่ความคิดที่มีความจำกัดของเราไม่อาจเข้าใจในความไม่จำกัดของพระเจ้าได้ เกี่ยวกับพระบุตร จงดู ลูกา 22:42; ยอห์น 5:36; ยอห์น 20:21; 1 ยอห์น 4:14 เกี่ยวกับพระวิญาณ จงดู ยอห์น 14:16; 14:26; 15:26; 16:7 และ ยอห์น16:13-14เป็นพิเศษ
6) งานของแต่ละพระภาคในตรีเอกานุภาพ: พระบิดาทรงเป็นแหล่งและที่มาของ: 1) จักรวาล (1 โครินธ์ 8:6; วิวรณ์ 4:11); 2) การเปิดเผยสำแดงจากเบื้องบน (วิวรณ์ 1:1); 3) ความรอด (ยอห์น 3:16-17); และ 4) งานของพระเยซูในสภาพมนุษย์ (ยอห์น 5:17; 14:10) พระบิดาทรงเป็นผู้ริเริ่มสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
พระบุตรทรงเป็นผู้ที่ช่วยให้พระบิดาปฏิบัติพระราชกิจเหล่านี้ผ่านทางพระองค์: 1) การทรงสร้างและทำนุบำรุงจักรวาล (1 โครินธ์ 8:6; ยอห์น 1:3; โคโลสี 1:16-17); 2) การเปิดเผยสำแดงจากเบื้องบน (ยอห์น 1:1; มัทธิว 11:27; ยอห์น 16:12-15; วิวรณ์ 1:1); และ 3) ความรอด (2 โครินธ์ 5:19; มัทธิว 1:21; ยอห์น 4:42) พระบิดาทรงทำสิ่งเหล่านี้ผ่านทางพระบุตร ผู้ทรงทำหน้าที่เป็นสื่อให้กับพระองค์
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นสื่อให้พระบิดาทรงกระทำสิ่งต่อไปนี้: 1) การทรงสร้างและทำนุบำรุงจักรวาล (ปฐมกาล 1:2; โยบ 26:13; สดุดี 104:30); 2) การเปิดเผยสำแดงจากเบื้องบน (ยอห์น 16:12-15; เอเฟซัส 3:5; 2 เปโตร 1:21); 3) ความรอด (ยอห์น 3:6; ทิตัส 3:5; 1 เปโตร 1:2); and 4) พระราชกิจของพระเยซู (อิสยาห์ 61:1; กิจการ 10:3 สิ่งเหล่านี้พระบิดาทรงกระทำโดยฤทธิเดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ไม่มีตัวอย่างไหนสมบูรณ์พอที่จะนำใช้เพื่ออธิบายเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพได้ ไข่ (หรือแอบเปิ้ล) เป็นตัวอย่างไม่ได้เพราะ เปลือก, ไข่ขาว และไข่แดงเป็นแต่ละส่วนที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นไข่ทั้งฟอง, แต่ตัวของมันเองแต่ละส่วนไม่ใช่ไข่ พระบิดา, พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใช่ส่วนประกอบแต่ละส่วนที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นพระเจ้า แต่ แต่ละส่วนคือพระเจ้า น้ำดูจะเป็นตัวอย่างที่ดีกว่า แต่ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะอธิบายภาพของตรีเอกานุภาพได้ ในแง่ที่ว่าของเหลว, ไอน้ำและน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบของน้ำ แต่พระบิดา, พระบุตร, พระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ได้ทรงเป็นองค์ประกอบของพระเจ้า, แต่ แต่ละพระภาคคือพระเจ้า ดังนั้น ถึงแม้ว่าตัวอย่างเหล่านี้อาจทำให้เรามองเห็นภาพของตรีเอกานุภาพขึ้นมาได้บ้าง แต่มันก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี เราไม่สามารถแสดงภาพพระเจ้าผู้ทรงไร้ขอบเขต ด้วยภาพที่มีขอบเขตจำกัดได้ ดังนั้นแทนที่จะจดจ่ออยู่ที่ตรีเอกานุภาพ, จงจดจ่ออยู่กับความจริงในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและธรรมชาติที่ไร้ขอบเขตของพระองค์ที่อยู่เหนือความเข้าใจของเรา โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้นล้ำลึกเท่าใด คำตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้ เพราะว่า `ใครเล่ารู้จักพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษาพระองค์ (โร
|
|
|
ตอบโดย
พิศิษฐ์
เมื่อ 21/1/2010 15:04:34
|
|
คุณ KK ครับ
ไม่รู้ว่าคุณตั้งใจจะบอกอะไร หรือชี้ประเด็นอะไร เรื่องคริสเตียนคือเรื่องของ ความเชื่อและความศรัทธา โลจิกที่ว่า ต้องพิศูจน์ได้ถึงจะเชื่อ คุณก็เชื่อตามนั้นไปได้ครับ ไม่มีปัญหา แต่ไอ้ที่ไม่เชื่อตามคุณแล้วคุณบอกว่าเป็นปัญหา อันนี้แหละครับที่เป็็นปัญหา
อ้อ อีกอย่าง ผมเข้าใจว่า KK คงไม่ใช่ชื่อจริงมั๊งครับ
เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ไม่ลงชื่อชื่อจริง ผมไม่คิดว่าจะเรียกว่าเป็นความหวังดีได้หรอกครับ
พิศิษฐ์ จงสถิตย์วัฒนา
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 28/1/2010 12:21:31
|
|
ตอบแต่ละข้อ ให้กระจ่างด้วย เพื่อนรัก
1.....ภายหลังที่อัครสาวกของพระองค์พรเยซูคริสต์ ถูกมรสักขี ความมจริงต่างๆนั้นก็เริ่มขาดการติดต่อ ความจริงนั้นถูกทำให้หายไป ขาดการนำจาก พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง... เริ่มแบ่งเป็นหลายเส้นทาง ก่อนหน้านั้นมี เส้นเดียว ต่อไปมีหลายเส้นทาง..
2.เหมือตาบอดคลำช้าง
และบรรดาอาณาจักรเหล่านั้น ในสมัยนั้น ตกไปยู่การปกครองของกรีก และต่อมา จักรโรมันในที่สุด และเรื่องศาสนาก็ขึ้นมาอยู่กับ แต่งตั้งปกครองด้านศานาของโรมัน แล้วก็เพี้ยนไป เพราะ อำนาจ ยศถาบรรศักดิ์ ...
.....นำไปสู่การดิ้นรนของนักต่อสู้ทางศาสนา ...จนถึง ท่านมาติน รูเธอร์ และหลายท่านต้องมรสักขี
ท่านได้รวบรวม ..ปฏิรูปพระคัมภีร์ไบเบิล...
....แต่ก็นั้นก็ตามความจริงที่สำคัญๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล ได้สูญหายไป ความสมบูรณ์ในความเป็นจริงเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าหายไป..
ภาพที่สมบูรณ์หายไป เมื่อภาพสมบูรณ์หายไป ไม่แปลก จะเป็นตาบอดคลำช้าง นักศาสนา นักเทศ อ่านพระคัมภีร์ข้อเดียวเดียวกัน ก็เข้าใจไม่เหมือนในเรื่องที่สำคัญ..
3. เหตุผลอันเดียวที่ต้องคุกเข่าแทบพระบาท นมัสการพระบิดา เหตุผลใด ถึงตรัสว่า เราไม่ได้มาตามใจชอบ เหตุผลใดจึงถวายรายงานต่อพระบิดา ว่างานเสร็จแล้ว
เช่น การปกครอง ..วิธีการนมัสการ...สายงาน...ฯลฯ และที่สำคํญมากที่สุด ที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด คือพระลักษณะที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า เป็นอย่าง
ไร มีตัวตนไหม เป็นวิญญาณไหม พระเยซูคริสต์ คุกเข่า สวดอ้อนวอนถึงใคร แล้วทำไมมาบอกว่ามีองค์เดียว แล้วทำไมเวลาสวดอ้อ้นวอนเรียกพระนาม
พระบิดา
แล้วจบในพระนามพระบุตร พระเยซูคริสตื แบบนี้ก็เป็นคนละองค์ซิ..พระเยโฮวาห์ที่ตรัสกับโมเสส และศาสดาท่านอื่น....เป็นใคร
เหตุผลอันเดียวที่ต้องคุกเข่า...เพราะว่า..เป็นพระบิดา
เป็นพระบุตร..
4. หลังจากฟื้นคืนพระชนษ์ ก็ตรัสตอบว่า เราจะไปเข้าเฝ้าพระบิดา....ขอให้ตอบใหชัดเหตุผลใด กลับไปคืนร่างนั้นหรือ
5......สิ่งต่างๆ เหล่านี้
..ก็เกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่มของตัวเอง ตั้งชื่อกลุ่ม ของตัวเอง...เหมือนตาบอดคลำช้าง คนหนึ่ง ตี ความกันไปต่างๆ นานา ตาเป็นประทีปของร่างกาย
หากตามองไม่เห็นจะมืดบอดสักเพียงใด คนนำทางตาบอด เจ้ากรองลูกน้ำออก แต่กลืนตัวอูฐเข้าไปพระองค์หมายถึงอะไร ....
....ความจริงทั้งหมดที่สมบูรณืนั้น.ที่ถูกต้อง อยู่ที่ไหน พระองค์เท่าที่จะเปิดเผยต่อมนุษย์ ศาสนาจักรที่แท้ จริงที่มีชื่อของพระองค์เป็นชื่อ นั้นอยู่ที่ไหน ศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ชื่อนั้น ชื่อนี้ ซอยนั้นซอยนี้...ผู้นำที่ถูกต้อง ที่พระองค์แต่งตั้งอยู่ที่ไหน ศาสดาที่นำเราเหมือน โมเสส โยชูวา. อิสยาห์ ดาห์เนียล..ดัง สมัยก่อนนั้น นั้นอยู่ที่ไหน...พลังอำนาจที่แท้จริงของของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน ศาสนาจักรไหน รูปแบบสังคม..
การปกครองของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน.....
6.ไม่เห็นเป็นองค์เดียวกัน สเทเฟน เห็น ตอบเหตุผลหน่อย
พวกเขาได้เอาหินขว้างสเทเฟน
7:54 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกบาดใจ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน
7:55 ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์เห็นสง่าราศีของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า
7:56 แล้วท่านได้กล่าวว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า"
เพื่อนรัก ชาวโลก
|
|
|
ตอบโดย
Revelation
เมื่อ 29/1/2010 9:39:08
|
|
ผมเข้าไปตอบในกระทู้นี้แล้วครับ ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ แล้วตรงไหนที่คุณยังไม่เข้าใจก็บอกละกันนะครับ พระเจ้าอวยพระพรครับผม
http://www.sathornchurch.com/forum/messageall1.asp?Id2=423&id3=2195
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 1/2/2010 11:33:46
|
|
ถ้าเป็นไปได้ผมก้อยากพูดคุยกับคุณ kk ให้มากกว่านี้
แต่สิ่งที่ทางคุณสงสัยและพวกเราร่วมกันอภิปราย เหมือนว่าเราไม่ได้พุดคุยสนทนากัน แต่กลายเป็นว่าเราต่างก็ยกเหตุและผล ข้อมูลของตนเอง คุณkk ไม่ได้ตอบกลับมาในสิ่งที่เราชี้แจงไป และกลายเป็นว่าเรื่องที่ละเอียดอ่อนจะขยายไปในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมอยากขอร้องว่าให้คุณได้มาพูดคุยกันจริงๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจกันแบบเพื่อนจะได้ไหมครับ ผมยินดีต้อนรับเพราะตอนนี้ผมทำงานที่คริสตจักรสาธร คุณkk สามารถโทรมานัดเวลากันได้ที่หมายเลขของคริสตจักรครับ 02-2334884
หวังว่าจะได้รับเกียรติจากคุณนะครับ
วิทยา
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 2/2/2010 10:41:40
|
|
ก็ได้อ่าน คำตอบที่ตอบ มาให้ แล้ว และก็รู้แล้วว่าจะตอบ มา อย่างไร
และข้อที่ตอบไม่เคลียร์ก็ไม่ตอบเลยนะ แม้ๆ
ก็ถูกต้องแล้วจะให้ตอบกลับยกเหตุผลมา กลับมากลับไป ก็คงไม่จบ มันยาว ก็ถูกแล้ว..
เรื่องของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เรื่องเพียงเหตูผลอย่าเดียว แม้เห็นกับตา ก็จะยังไม่เชื่อเป็นเรื่องปกติ ของมนุษย์ หากมีสิ่งไหน ไม่ถุกกับที่ตนเองเชื่อ..
ไม่แปลกที่พวก ฟาราสี หรือ สดุสี ธรรมาจารญ์ แม้เห็นกับตา ในสิ่งที่แสดงให้ประจักษ์ ผู้คิดว่ารอบรู้ไม่ยอมรับพระองค์ ไม่ยอมรับ คำสอนของเยซูคริสต์ แถมยัง สนับสนุนให้ถูกตรึงกางเขน.
...เป็นมานับตั้งแต่การวางรากฐานของโลกนี้ ..ซาตานก็ยังไม่หยุดงานของมันในการ ทำให้มนุษย์หลงผิด..
การทำงานของซาตาน มันไม่ได้บอกว่าข้านี้ ผิดไม่ถูกนะ อย่าเชื่อ. แต่มันจะเอาสิ่งที่ดีมา แต่ แฝงไปด้วยการหลงทาง..ไปตลอดชั่วชีวิต..
แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดี ต่อการเป็นคนดี แต่ก็น่าเสียดาย วิธีการที่เข้าใจ..ผิด
แต่ถึงอย่างไรสักวันความจริงจะปรากฎชัดให้เห็นว่า...เป็นอย่างไร
ขอบคุณที่ตอบ แต่มีเหตุผลอื่นอีกมากมาย หากอยากรู้ว่าจะให้ตอบ ในสิ่งที่ตอบมา จะยกมาให้เห็นชัดเจน หากต้องการ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการ เรียนรู้ ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้..ด้วยความเรพ ในความเชื่อ
แต่จะมา ประลองวิทยายุทธใหม่ เพื่อฝึก ว่าตนจะเองเข้าใจ ..แข็งแรง.. พร้อม แค่ไหน...
มีหลายประเด็น ไว้คุยต่อ ขอรับ เพื่อนรัก พี่น้อง พ่อแม่เดียวกัน
|
|
|
ตอบโดย
ฯฯฯ
เมื่อ 4/2/2010 21:32:32
|
|
หวัดดีครับคุณ KK ผมได้อ่านสิ่งที่คุณถามมาเยอะมากๆถ้าจะให้ตอบมันก็จะไม่จบอีกอย่างหลายท่านคงตอบไปบ้างแล้ว เอางี้ผมขอบอกว่า ถ้าคุณไม่คิดว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงคุณจะมาเถียงทำไม คุณก็เงียบๆไปก็จบ คุณจะมาเดือดร้อนแทนคนที่เชื่อพระเจ้าทั้งโลกทำไม ถ้าคุณคิดว่าเรางมงามเค้างมงายเกือบทั้งโลกแล้วคุณ พระคัมภีร์บอกไว้ว่า พระเจ้าจะสำแดงกับคนที่มีใจถ่อมสุภาพ
** ขอความกรุณาอย่ายกพระคัมภีร์ที่บางข้อนะครับ ถ้าจะยกก็ยกทั้งบริบทหรือไม่ก็อ่านพระคัมภีร์หมดทั้งเล่มมาก่อนนะครับ **
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 5/2/2010 8:59:55
|
|
สวัสดี เพื่อนรัก
เรา kkk เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้ายังทรงพระชนษ์อยู่จริง..มีอยู่จริง เป็นอยู่จริงแต่ เราไม่เชื่อตาม คำสอน ที่ถูกสอนมาอย่างผิดๆ โดยผู้นำศาสนา คิดเอง ตามแต่ละนิกาย จะคิดกันได้ สิ่งนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วนิว่า ภาพที่สมบูรณ์มันไม่สมบูรณ์ ถ้าภาพสมบูรณจะมีความเห็นแตกต่างกันหรือ จะมีหลายนิกายอย่างนั้นหรือ.. แล้วเรา ท่านๆ ก็พากันเชื่ออย่างนั้นตามกันมา ก็แค่นั้นเอง..
คนทั้งโลกจะเชื่อ อย่างไรไม่สำคัญ สำคัญว่า ที่ถูกต้องมันเป็นอย่างไร ความจริง ที่เป็นอันเดียวเป็นอย่างไร คนทั้งโลกไม่นานก็คงถูกทำลายทั้งโลก
หากยังทำใจแข็งกระด้าง...
การยกข้อพระคัมภีร์มาอ้าง ก็ไม่ต่างกับ ชาวฟาราสี สดุสี ในสมัยพระเยซูคริสต์ ไม่จบสิ้น เพราะแต่ละข้อมีความชัดเจนเพียงพอ บางอย่างสูญหายไป...โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ๆที่สำคัญ.. ...บวกกับการ ไปตีความกันไป ตามความคิดของผู้นำคนแรก คิดด้วยตัวเอง.แค่นั้น...
.... เจ้าสอนบัญญัติ ของเรา แต่จิตใจเจ้าหากจากเรา...
วันแห่งการเสด็จมา ของพระเยซูคริสต์ ทุกอย่างจะเปิดเผย ว่าที่แท้เป็นอย่างไร..
นมัสการตามแบบมนุษย์คิดกัน กับ การนมัสการที่พระองค์ อนุมัติแล้ว ต่างกัน
ผลแห่งความจริง ดูได้จาก ผลของผู้นับถือเอง เช่น การแต่งกาย ยังใส่ เสื้อผ้าไม่สุภาพ... โดยเพาะมาตรฐานของ สตรี เยาวชน.. ของพระผู้เจ้าเป็นอย่างนี้เหรอ
เอ่ยพระนาม แบบ ว่าเล่น โดยจิตสำนึกแห่งความ เคารพ คารวะ ความศักดฺสิทธิ์ไม่มี สักแต่ว่าจะเอ่ย ก็เอยกันเล่นๆเกลื่อนอย่างไร้ค่า
การออกไปประกาศ ก็ทำกันเล่นๆ เช่นเอาป้ายเหลืองๆไปแขวน ไว้เต็มไปหมด ทั่วประเทศ ทำกันเล่นๆอย่างนี้ได้อย่างไร ใครให้ทำแบบนี้ ใคร...
แค่นี้ก่อน แล้วจะต่ออีกหลายๆประเด็นที่ชี้ให้เห็นถึง ความไม่จริง..
|
|
|
ตอบโดย
ฯฯฯ
เมื่อ 5/2/2010 16:03:02
|
|
คุณ KKK ครับ เท่าที่คุณพูดมาคุณจะหวังดีหรือหวังร้ายหรืออะไรก็แล้วแต่ผมไม่รู้ แต่ถ้าสิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดคุณเชื่ออย่างนั้นมันก็เรื่องของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องมาเดือดร้อนหรือมาโวยวายอะไรเลยถ้าคุณไม่เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ ขนาดคนตอบกระทู้หลายคนยกข้อพระคัมภีร์มายืนยันพระคัมภีร์ที่กว่าครึ่งโลกเชื่อ พระคัมภีร์ที่นักประวัติศาสตร์นักวิชาการจากทั่วโลกยอมรับคุณยังไม่เชื่อ คุณก็ยังเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่ออยู่มันก็จบแล้ว วันที่พระเจ้าเสร็จกลับมาวันนั้นแหละเราก็รู้เอง ออ...ในการที่คุณตัดสินคนอื่นว่าเค้าประกาศอย่างเล่นๆเอาป้ายไปติดอย่างเล่นๆ คุณเอาอะไรไปตัดสินเค้าว่าเค้าประกาศอย่างเล่นๆ คุณเป็นญาติเค้าหรือรู้จักเค้าเป็นการส่วนตัวรึเปล่า การตัดสินเป็นของพระเจ้าครับ พระธรรมลูกา บทที่ 6 : 37 "อย่าวินิจฉัยโทษ และท่านทั้งหลายจะไม่ได้ถูกวินิจฉัยโทษ อย่ากล่าวโทษเขาและท่านทั้งหลายจะไม่ถูกกล่าวโทษ จงยกโทษให้เขา และเขาจะยกโทษให้ท่าน" และเรื่องการแต่งกาย สิ่งที่คุณเห็นว่าไม่เหมาะสมคุณก็เตือนสิครับ พระคัมภีร์บอกว่า "เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่กระทำ คนนั้นจึงมีบาป" ส่วนเรื่องการนมัสการภ้าคุณรู้ว่าการนมัสการแบบที่พระเจ้าอนุมัติเป็นยังไงบอกผมด้วยนะครับ เพราะทุกวันนี้ผมก็นมัสการเพราะว่าพระเจ้าสมควรได้รับการสรรเสริญผมถึงนมัสการ
** อย่าตัดสินคนอื่นนะครับการตัดสินมาจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามพระเจ้ากลับมาตัวใครตัวมันรับผิดชอบกับพระเจ้าเองนะครับ**
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 5/2/2010 17:27:38
|
|
สวัสดี เพื่อนรัก
1. เรา kkk เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้ายังทรงพระชนษ์อยู่จริง..มีอยู่จริง เป็นอยู่จริงแต่ เราไม่เชื่อตาม คำสอน ที่ถูกสอนมาอย่างผิดๆ โดยผู้นำศาสนา คิดเอง ตามแต่ละนิกาย จะคิดกันได้ สิ่งนี้ก็ชี้ให้เห็นแล้วนิว่า ภาพที่สมบูรณ์มันไม่สมบูรณ์ ถ้าภาพสมบูรณจะมีความเห็นแตกต่างกันหรือ จะมีหลายนิกายอย่างนั้นหรือ.. แล้วเรา ท่านๆ ก็พากันเชื่ออย่างนั้นตามกันมา ก็แค่นั้นเอง..
2. คนทั้งโลกจะเชื่อ อย่างไรไม่สำคัญ สำคัญว่า ที่ถูกต้องมันเป็นอย่างไร ความจริง ที่เป็นอันเดียวเป็นอย่างไร คนทั้งโลกไม่นานก็คงถูกทำลายทั้งโลก
หากยังทำใจแข็งกระด้าง...
3. การยกข้อพระคัมภีร์มาอ้าง ก็ไม่ต่างกับ ชาวฟาราสี สดุสี ในสมัยพระเยซูคริสต์ ไม่จบสิ้น เพราะแต่ละข้อมีความชัดเจนเพียงพอ บางอย่างสูญหายไป...โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ๆที่สำคัญ.. ...บวกกับการ ไปตีความกันไป ตามความคิดของผู้นำคนแรก คิดด้วยตัวเอง.แค่นั้น...
.... เจ้าสอนบัญญัติ ของเรา แต่จิตใจเจ้าหากจากเรา...
วันแห่งการเสด็จมา ของพระเยซูคริสต์ ทุกอย่างจะเปิดเผย ว่าที่แท้เป็นอย่างไร..
4. นมัสการตามแบบมนุษย์คิดกัน กับ การนมัสการที่พระองค์ อนุมัติแล้ว ต่างกัน
5. ผลแห่งความจริง ดูได้จาก ผลของผู้นับถือเอง เช่น การแต่งกาย ยังใส่ เสื้อผ้าไม่สุภาพ... โดยเพาะมาตรฐานของ สตรี เยาวชน.. ของพระผู้เจ้าเป็นอย่างนี้เหรอ ..ความสุภาพเรียบร้อย สวยงามควรมี ...มาตรฐานของความสูงส่ง..มาตรฐานชาวสวรรค์ เป็นอย่างไร...
6. เอ่ยพระนาม แบบ ว่าเล่น โดยจิตสำนึกแห่งความ เคารพ คารวะ ความศักดฺสิทธิ์ไม่มี สักแต่ว่าจะเอ่ย ก็เอยกันเล่นๆเกลื่อนอย่างไร้ค่า
7. การออกไปประกาศ ก็ทำกันเล่นๆ เช่นเอาป้ายเหลืองๆไปแขวน ไว้เต็มไปหมด ทั่วประเทศ ทำกันเล่นๆอย่างนี้ได้อย่างไร ใครให้ทำแบบนี้ ใคร...ใครอนุมัติให้ทำ อยากรู้
แค่นี้ก่อน แล้วจะต่ออีกหลายๆประเด็นที่ชี้ให้เห็นถึง ความไม่จริง..
ด้วยความเคารพรัก ตามแบบพระคริสต์ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ในพี่น้อง พ่อแม่เดียวกัน..
|
|
|
ตอบโดย
ฯฯฯ
เมื่อ 5/2/2010 21:40:44
|
|
คุณ KKK ครับบบบบ
ผมว่าคุณน่าจะเป็นเอามากนะครับขนาดพระคัมภีร์คุณยังไม่เชื่อคำที่พระเยซูตรัสคุณยังไม่ฟัง ผมก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้วครับ คุณก็มัวแต่พูดวกไปวนมาไม่มีเหตุพลที่สำคัญตัวคุณเองยัง งงๆ เลยกลับไปหาข้อมูลกลับไปอ่านพระคัมภีร์ให้หมดก่อนหาข้อมูลให้เรียบร้อย ไม่ใช่คิดเองเออเอง ทำอะไรไว้รับผิดชอบกับพระเจ้าเองนะครับ ที่สำคัญคุณยังไม่บอกผมเลย เรื่องการนมัสการภ้าคุณรู้ว่าการนมัสการแบบที่พระเจ้าอนุมัติเป็นยังไง คุณยังไม่บอกเลยแสดงว่าคุณก็ยังไม่รู้ เอาที่รู้แล้วมาบอกนะครับ อีกอย่างพระคัมภีร์ท่อนไหนที่หายไปไอที่บอกใหญ่ๆเอามาแสดงได้ไหมครับ อย่ามัวแต่พูดผมเองก็อยากรู้เหมือนกันเผื่อผมจะตาสว่าง
อย่าลืมนะครับตอนคุณเข้ามาเวปนี้แล้วลงกระทู้ไว้คุณยังลงข้อพระคัมภร์ไว้เลย งั้นคุณก็ไม่ต่างกับพวก ฟาริสีสิครับ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า เคยอ่านไหมครับหรืออ่านแต่อ่านบางข้อแล้วจับมารวมๆกันอ่านมาให้จบก่อนหาข้อมูลหลักฐานมาให้เรียบร้อยข้อพระคัมภีร์ข้อไหนที่หายไปเอามายืนยันไม่ใช่ยันเองนะครับ
รับผิดชอบกับพระเจ้าเองนะครับทำอะไรไว้พูดอะไรไว้
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 8/2/2010 10:01:57
|
|
สวัสดีครับคุณkk แต่หลังๆเพิ่มเป็นkkk ใช่ไหมครับ
แล้วผมฝากถึงพี่ๆน้องๆทุกคนที่เข้ามาตอบกันด้วยนะครับ
ความเห็นส่วนตัวของผมมีอยู่ว่า
1.เท่าที่ผมอ่านข้อความที่พวกเราคุยกันผมเชื่อว่า คุณkk เชื่อในพระเจ้า เพียงแต่มีจุดยืนคนละด้าน ที่อาจจะฟังแล้วค้านกับความเชื่อและเข้าใจของเราหลายๆคน ซึ่งผมยอมรับว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อแตกต่างจากที่คุณkk ยกเป็นกระทู้ไว้ แต่ผมรู้สึกขอบคุณมากๆครับที่คุณkk ยังคงตอบกลับอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าแม้จะต่างความเข้าใจกัน แต่คุณรับผิดชอบในความเห็นของคุณจริงๆ
2.ผมมีความรู้สึกจริงๆว่าเราเริ่มมีบรรยากาศที่อึมครึมต่อกัน หรืออาจรู้สึกไม่พอใจกัน แต่การคุยเรื่องอย่างนี้เร้าให้เราโกรธกันได้ง่ายอยู่แล้วครับ เพราะเป็นเรื่องความเชื่อ หวังว่าเราจะสามารถใจเย็นๆกันได้ทุกฝ่าย
3.คุณkkครับ ผมหวังจริงๆว่าจะได้พูดคุยรู้จักเป็นส่วนตัวกับคุณมากขึ้น ทั้งนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะเอาชนะความเชื่อของคุณ แต่หวังว่าจะได้มีดอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และมีโอกาสที่ต่างฝ่ายต่างรับฟังกัน ผมไม่ทราบจริงๆว่าคุณเป็นใคร แต่หากคุณเป็นสมาชิกของเราแล้วคุณกลัวว่าการเปิดเผยตัวจริงจะนำมาซึ่งความรู้สึกไม่ดีจากคนอื่นๆ ผมสัญญาว่าผมจะปกป้องคุณ โดยอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า เรื่องอย่างนี้ต้องพูดคุยกันให้มากๆ
ผมพูดนอกเรื่องนิดนึงนะครับ สำหรับผมแล้วผมเชื่อในตรีเอกานุภาพ แต่หากวันหนึ่งผมได้รับข้อมูลใหม่จนสามารถเปลี่ยนให้ผมเชื่อได้ว่าพระเจ้าทั้งสามพระภาค ต่างแยกกันไม่ใช่องค์เดียวกัน ผมยังมั่นใจว่าความรักและศรัทธาที่ผมมีให้พระเจ้า พระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะยังตั้งมั่นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงครับ
4.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับเกียรติจากคุณ ในการโทรมาพูดคุย หรือเข้ามาพบนะครับ (โปรดโทรมานัดล่วงหน้า เพื่อจัดเวลาด้วยนะครับ)
พระเจ้าต่างรักเราทุกคน
วิท
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 8/2/2010 11:08:23
|
|
สวัสดีขอรับท่าน/ ท่านวิทยา
ขอบคุณนะขอรับที่ตอบ คุณตอบได้ดีมากๆนะรู้ไหม.ชอบลักษณะการตอบของคุณมาก คุณตอบด้วยใจปกติ ไม่รุนแรงหรอกที่ตอบมานะ
ผิดจากใครบางคนที่ตอบ แสดงออกถึงความเดือดดาน..สุดโต่ง ไม่หยุดคิดพิจารณาด้วยใจยุติธรรม...kkk เพียงพูดให้เห็นเป็นจริงของใจบางคน ไม่มีเจตนา ใส่ร้ายใคร
อย่าลืม คำ ที่ว่า พระบิดา ก็คือพ่อ..พระเยซูคริสต์ พระบุตรก็คือลูก ..พระบิดา กับพระบุตร ก็คือพ่อกับลูก ลูกชาย..มีความสัมพันธภาพเป็น พ่อกับลูก เหมือน เรามีลูก และเราก็เป็นพ่อ ..แต่พระบิดา กับพระเยซูพระบุตร ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้า ..พระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย เป็นพระผู้เป็นเจ้าสามพระพระองค์
แต่มีความเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่งในที่นี่หมายถึง ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน..ในจุดประสงค์เดียวกัน... เพราะมีกล่าวในพระคัมภีร์ บ่อยๆ ในความเป็นหนึ่งเดียวกัน..แต่ทำไมไปเข้าใจว่า เป็นองค์เดียว แยกกันได้ 3 ร่าง..แบ่งกัน ตามแต่สถาณการณ์. ที่บอกว่า ตรีเอกานุภาพ ประกอบด้วยสามพระภาค อันนี้รู้ และเข้าใจ ว่าที่เข้าใจแบบนั้นเป็นอย่างไร..
พระคริสต์ คุกเข่าก้มกราบพระบิดาที่ในสวนเกธสมานี เลือดออกทุกขุมขน..ถวายสรรเสริญพระบิดา เสมอๆ ว่าเราไม่ได้มาทำตามใจชอบแต่ทำตามน้ำพระทัยพระบิดา ที่ทรงใช้เรามา ที่ทรงใช้เรามา...หมายความว่า..ก่อนที่พระองค์ประสูติ พระบิดาได้ใช้ พระบุตร ใช้ลูกชาย..ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของพวกเราทุกๆคน และเรามีพระบิดา เรามีพ่อองค์เดียวกัน..เราคงไม่มีเพียงพระบิดาเท่านั้นหรือ ลองคิดดู เรามีเพียงพ่อเท่านั้นหรือ.. แต่เรายังมีพระมารดาบนสวรรค์อีกด้วยไหม ในฐานะแม่ของเรา..แต่คงไม่ใช่ นางมารีอา..หรือ...ไม่เป็นที่ปรากฏ
คำว่าพระบิดา คงไม่ได้ตั้งขึ้นมาเฉยๆ แต่เป็นตามนั้นจริงๆ... หารเราเรียกว่าพระบิดา เราเรียกว่า พ่อ แล้วเราเป็นอะไรละ ...พระเยคริสต์เรียกว่าพระบิดา แล้วพระเยซูคริสต์เป็นอะไรละ ก็เป็นพระบุตร ถูกต้องแล้ว เป็นพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน สามพระองค์ คือ พระบิดาบนสวรรค์ พระบุตรพระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณ บริสุทธิ์ เป็นสามพระองค์แยกจากกันอย่างชัดเจน..ในทุกครั้งที่พระองค์ แสดงออก ถึงการนมัสสการพระบิดา แม้ช่วงบัพติศมา ก็มีสุรเสียงจากฟ้าสวรรค์จากพระบิดาว่า นี่คือ บุตรที่รักของเรา แม้ฟื้นคืนชีวิต พระเยซูคริสต์ก็ตรัสตอบว่า เราจะไปเข้าเฝ้าพระบิดาของเรา สตีเฟน ทรงเห็นพระเยซูอยู่เบื้องพระหัตขวาของพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้น เป็นพระบิดา เป็นพระบุตร จริงๆ จริง
พระคริสต์ ตรัสตอบ ว่า พระบิดาอยู่ในเรา เราอยู่ในพระบิดา..นั้นหมายถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เหมือนเรามีความเป็นหนึ่งในครอบครัว..
โดยผ่านทางการชดใช้ บาปของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์
เมื่อเราสวด อธิฐาน เราเอ่ยพระนาม ว่า พระบิดา เราเรียกคำว่า พ่อ..
ในฐานะเป็นพ่อของเรา เมื่อเราเรียกว่า พ่อ เราก็คือลูกนั้นเอง จบในพระนามพระเยซูคริสต์ เพราะโดยผ่านทางพระบุตรของพระองค์ โดยพระบุตรของพระองต์ เป็นทางนั้น เป็นความจริง เป็นทางไปสู่พระบิดาได้...
|
|
|
ตอบโดย
POP
เมื่อ 8/2/2010 14:11:17
|
|
คุณ KKK คุณยังไม่ตอบสิ่งที่คุณ ฯฯฯ ถามเลยนะครับ ผมเข้ามาอ่านกระทู้นี้ได้สักพัก
ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า
นมัสการอย่างที่พระเจ้าอนุมัติเป็นยังไงแล้วรู้ได้ยังไง
พระคัมภีร์ท่อนใหญ่ท่อนไหนครับที่หายไป (ถ้ามันหายไปแล้วคุณหาเจอได้ไง ได้ยินมาว่าคนกว่าครึ่งโลกที่เชื่อยังไม่รู้เลยหรืออาจจะรู้ผมไม่ทราบ)
พูดตามตรงผมกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ช่วยตอบให้ตรงประเด็นหน่อยนะครับ
ขอบคุณมากครับ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 8/2/2010 14:48:59
|
|
สวัสดีขอรับ คุณpop / ฯฯฯ
ก่อนอื่นขอสวัสดี ด้วยมิตรภาพไมตรีจิต อันดี ..อย่าไปคิดอะไรมากมาย เป็นเรื่องปกติ ที่ตั้งแต่ต้น ในสวนอีเด็น นับจากแอดัม เอวา..ที่จะมีเรื่อง ที่ขัดขวางการทำงานของพระผู้เป็นเจ้า นั้นก็คือ ซาตาน ซาตานไม่ได้หยุดการทำงานของมัน ล่อลวง แอดัม กับเอวาให้กินผลไม้แห่งความตาย หรือผลไม้ต้องห้าม..เคน ฆ่าน้องชายเอบัล การถูกยกขึ้นไปทั้งเมืองของเมืองเอโนค เพราะความชอบธรรม..การล้างความชั่วโดยน้ำท่วมโลก พันธสัญญาต่ออับราฮัม ไอแซค ยาโคบ จนถึง เกิดลูกหลาน อิสราเอล 12 เผ่า พระเจ้ายังคงทำงาน เป็นเส้นเดียว เส้นตรงอยู่ จนเข้าสู่ยุคแห่งการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ศาสนาของชาวอิสราเอล ชาวอิสราเอล เกิดการแบ่งแยก ในอิสราเอลกันเองทำสงครามกันเอง ...การแบ่งแยกโดยเฉพาะงานแห่ง การทำให้มนุษย์ให้หลงประเด็นผิดๆ...ในการนับถือพระเจ้า ไปนับถือรูปเคารพ ของชาวต่างชาติ ...ต่อมา 600 กว่าปี ชาวอิสราเอลทำสงครามกับบาลิลอน ชาวอิสราเอลถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิลอน...จากบาบิลอนก็ชาวโรมัน เข้ามาปกครองเป็นอาณานิคมเมืองขึ้น.. ช่วงนี่เป็นช่วงที่ชาวอิสราเอล12 เผ่า กระจัดกระจายกันไปในที่ต่างๆของโลก ..ความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าหายไป...แม้แต่ในหมู่เชื้อสายยูดาห์ หรือชาวยิวที่เป็นเชื้อสายเผ่าใหญ่ ก็หลงทางไป เป็นการนับถือแบบยิว เมื่อการประสูติของพระเยซูคริสต์มาถึง ก็ยังไม่เชื่อแม้แต่ในเมืองของพระคริสต์ก็ยังไม่ค่อยมีใครยอมรับพระองค์..
จนไปสู่การถูกตรึงกางเขน ในที่สุด ภายหลัง ถูกตรึงกางเขน หลังจากนั้น อัครทูต 12 คน หรืออัครสาวก ก็ถูกฆ่าตาย เป็นมรณะสักขีทีละคน..โรมันยังครอบครอง แม้แต่เรื่องศาสนา ของชาวคริสต์สมัยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการปกครองของชาวโรมัน เป็นที่มาของชื่อโรมันคาทอลิค....300 ปีหลังจากนั้น เริ่มเข้าสู่ยุคมืด .ไม่มีผู้นำทางศาสนาที่ได้รับการแต่งตั้งสืบต่อจาก อัครสาวก12 เท่านั้น...ชาวคริสต์สมัยนั้นขาดการติดต่อถึงกันและกัน จนเป็นที่สิ้นสุด ที่หนังสือวิวรณ์.. ความจริงแล้ว เป็น พระเจ้า จะไม่ขาดติดต่อ ไม่ขาด การต่อเนื่อง นับจากแอดัมลงมา..
...เริ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ในเรื่องความเชื่อในศาสนา จนถึงไปสู่การต่อสู้ดิ้นรนทางศาสนา ก่อนหน้านั้นถูกมรณะสักขีหลาย คน แม้มาติน ลูเธอร์ก็ยังหนีเอาชีวิตเกือบไม่รอด ท่านก็ได้รวบรวบข้อเขียน ปฎิรูปขึ้นมาใหม่..ในเยอรมัน..ในแต่ละที่ในยุโรป ก็มีการ เริ่มก่อตั้งกลุ่มของตนเอง ตามแต่ผู้นำนั้นๆ..มีหลายนิกายเกิดขึ้น..เส้นตรงตั้งแต่แอดัมกับเอวา ก็เริ่มมีหลายเส้นทางแยกกันออกไป..ข้อพระคัมภีร์เดียวกันอ่านเห็นต่างกันออกไป..เป็นแบบเดียวกับตาบอดคลำช้าง..
แล้วอะไรละคือคำตอบของสิ่งต่างๆเหล่านี้...เส้นตรงนั้น จากพระองค์โดยตรง โดยพระองค์เองอยู่ที่ไหนถูกเชื่อมต่อพระองค์เองอยู่ที่ไหน เพราะมีบรรดานิกายหลายร้อยนิกายบนแผ่นดินโลกนี้ แล้ว มิกระนั้นก็นั้นยังไม่พอยังมีการกล่าวหากัน ไปมา โดยเฉพาะใหญ่ๆ เกรงกลัวเล็กๆ ..
มาสู่ประเด็นที่ว่า ข้อไหน ใหญ่ๆหายไป ...เดี๋ยวตอบ..
มาสู่ประเด็นที่ว่า การนมัสการที่เป็นที่ยอมรับจากพระองค์เองอยู่ที่ไหน..
มาสู่ประเด็นที่ว่า เพื่ออะไร..ได้อะไร
มาสู่ประเด็นที่ว่า ความรักอันบริสุทธิ์ในใจคนที่รับรู้เป็นอย่างไร หรือแค่ท่องได้ตามกันมา..
พี่น้อง เพื่อนรัก ...
เจ้ารักเราหรือ ...
เจ้ารักเราหรือ...
เจ้ารักเราหรือ...
อวยพร ง่ายนะ..แค่อวยพร ง้ายง่าย คำสองคำก็พระเจ้า ..
|
|
|
ตอบโดย
POP
เมื่อ 8/2/2010 19:26:45
|
|
ขอบคุณครับคุณ KKK อุตส่าเล่าสักยาว
แต่ที่คุณเล่ามานั้นผมก็ได้อ่านในพระคัมภีร์ที่ผมได้มาจากเพื่อนและหาข้อมูลมาบ้างแล้ว สุดท้ายคุณก็ยังไม่ได้ตอบประเด็นที่ผมอยากรู้เลยนิครับ
ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ไดจ้องจับผิดคุณแต่อย่างใดนะครับ
เพราะจากทุกครั้งที่มีคนในกระทู้ถามถึงสิ่งที่คุณอ้างขึ้น คุณก็มักจะตอบแต่น้ำๆอะครับ และก็ตอบแต่เรื่องเดิมๆ
หลังจากนี้ขอเนื้อๆเลยแล้วกันครับ
เพื่อเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจในหลายเรื่องของผม
ขอบคุณครับ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 9/2/2010 9:54:30
|
|
สวัสดี คุณ POP/ทุกท่านที่สนใจอ่าน.
1.ขอบคุณขอรับ ที่ติดตามในการตอบกระทู้ ...วิธีการ พิธีการการนั้นที่พากัน ทำนั้นผิดทั้งหมด....ไม่เป็นที่ยอมรับต่อพระองค์
2. งานเขียนของโมเสส.หนังสือ โมเสส หนังสือ อับราฮัม งานเขียนเอโนค..หนังสือเล่มเหล่านี้... ภาพที่มาให้ปรากฎ ต่อท่านเหล่านี้ คือส่วนหนึ่งที่ ...สำคัญ.. ก่อนโลกเป็นมา....
ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เราเกิด โลกไม่ได้เริ่มต้น เมื่อ มีอาดัมกับเอวา..เรามนุษย์ทุกคนเป็นอยู่มาก่อนหน้านั้นนั้นใน สวรรค์..กับพระบิดาบนสวรรค์..กับพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์ ที่ถูกเรียกให้รับใช้พระบิดาลงมาเพื่อช่วยพวกเราให้รอดจากบาป จากความตาย ทางร่างกายและวิญญาณ ..
มาร หรือซาตานอยู่ที่นั้นด้วย ชื่อเขาคือลูซีเฟอร์ พวกเขาไม่ยอมรับพระบิดา จึงถูกขับออกจากที่ประทับ ลงมายังโลกนี้เช่นกัน
โลกถูกสร้างขึ้นอย่างมีจุดประสงค์..ในพระปรีชาญาณของพระองค์ เพื่อให้ เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ของลูกๆของพระองค์ โลกไม่ได้ถูกสร้าง ให้คนอยู่เพียง สองคน ซาตานพยายามขัดขวางการสร้างของพระองค์ ขัดขวางไม่ให้ลูกๆของพระองค์ลงมาเกิด เพื่อรับร่างกาย มีประสบการณ์แห่งการเข้าใจ เติบโต มีสิ่งตรงกันข้ามในทุกสิ่ง เพื่อเรียนรู้แต่หารู้ไม่ว่า ซาตานเจอแผนซ้อนแผน ...
หาไม่เราจะไม่เข้าความรักของพระบิดา หาไม่เราก็ไม่เข้าใจการชดใช้ การทนทุกข์ทรมาณของพระบุตร พระเยซูคริสต์ ไม่เข้าใจความรักของพระองค์ หากไม่มาที่นี่..หากไม่มีการตาย..ไม่มีประสบการณืในความ ทุกข์ยากลำบาก ไม่รู้คุณค่าแห่งความสุขเพราะไม่เคยทุกข์ยากลำบาก......ไว้ต่อ.
3. พระวิหาร ใช้ทำพิธีการอะไรบ้าง....พิธีการในพระวิหารนั้นทำอะไรบ้าง ทำไมพระเยซูทรง ขับไล่พวกที่ทำให้พระวิหารสกปรก อึกทึกคึกโครม ทำไม ชาวอิสราเอล ถูกบัญชาให้สร้างพระวิหาร...นี่คือประเด็นที่หายไป..
4. คนที่ตายโดยปราศจากการเรียนรู้เรื่องของพระเยซูคริสต์...จะเป็นอย่างไร มีกี่คนที่เสียชีวิตไปแล้ว กี่หมื่นแสนล้านคน...หากเขาไม่ได้เรียนรู้ เขาจะเรียนรู้ ได้ที่ไหน ยุติธรรมหรือ หากเขาได้รับการลงโทษ..
5. เมื่อเส้นตรงเส้นนั้น ถูกแยกออกไปเป็น หลายสาย ...เส้นตรงที่จะถูกเชื่อต่อ ก็โดยพระองค์เท่านั้น จัดตั้งขึ้นโดยพระองค์เท่านั้น..ผู้นำเช่นโนอาห์.โมเสส. อิสยาห์..อัครสาวก 12 .. ก็นอกจากการแสดงให้ปรากฎจากพระบิดาเท่านั้น...เพื่อเตรียมรับการเสด็จมาของพระองค์ พร้อมกับเหล่าเทพ พร้อมกับเมืองเอโนคที่ถูกรับไป จะลงมา..
6..นับตั้งแต่ ปี ค.ศ.1830 เส้นตรงเส้นนั้น พลังอำนาจต่างๆคำสอนหลักธรรมต่างพิธีการต่างในโบถฐ์ และในพระวิหารได้รับการเชื่อมต่อ และไม่มีวันล้มอาณาจักรนี้ได้ มีผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งโดยมือของพระองค์เอง ฟื้นฟูจัดตั้งขึ้นมาอีกครั้ง ในแผ่นดินโลก นับจากนั้นโลกก็เข้าสู่ยุคแห่งความสมบูรณ์ แห่งความรู้..เทคโลยี การสื่อสาร เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของพระผู้เป็นเจ้า ผลก็มีต่อของทุกๆความเชื่อ ในทำนองเดียวกันกับ ความชั่วก็พัฒนารูปแบบตามไปด้วย
เทคโลยี การสื่อสาร จุดประสงค์เพื่อขยายงานของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อเตรียมผู้คนรับการเสด็จมาของพระองค์ ..อีกไม่นาน
ต้นไม้ใหญ่ต้นไม้ที่พระองค์ทรงปลูกกำลังเติบใหญ่ ออกผลอันหอมหวานอันพรึงน่าปราถนาอย่างที่สุด ในขณะเดียวกันต้นไม้เล็กๆอื่นไม่ว่า ความเชื่อไหน ศาสนาไหนก็เติบโตเช่นกัน ตามแต่กำลังที่มีที่คิดได้ เติบโตไปพร้อมๆกันไป แต่ต้นไม้ที่พระองค์ทรงปลุกนั้น ผลน่าพรึงปราถนา น่าสนใจ สมบูรณ์อย่างที่สุดนั้นสิ น่าชิม น้อยคนที่พบ แสวงหาแล้วจะพบ...แล้วจะรู้ว่าชีวิตหนึ่งนี้คุ้มค่าอย่างที่สุดที่ได้พบสิ่งที่ถูกต้องแท้จริง ของพระองค์ .. เคาะแล้วจะเปิดมันให้แก่เจ้า...เปิดใจตัวเอง.
ด้วยความเคารพ ในความเชื่อที่แตกต่าง ด้วยความยินดีสนับสนุน ที่ท่านพยามยามดำรงชีวิตให้อยู่มาตรฐานแห่งความดี บริสุทธิ์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ดีงามในด้านต่าง..
สิ่งที่ดี ยังไม่หายไปไหน ยังคงรักษาไว้ ...แต่เพียงบางสิ่งบางอย่าที่จำเป็นสำคัญเท่านั้น ขอรับท่านที่เคารพรัก..
รู้ว่ายังไม่เป็นที่พอใจ...ต้มยำรสแซบทะเลแห้งๆ เดี่ยวติดคอ ...ค่อยๆเรียนรู้ไป.. นะขอรับท่านทั้งหลาย ผู้ยึดมั่นในความเชื่อ..ที่เล่าต่อๆกันมา แค่นั้นเเอง
|
|
|
ตอบโดย
POP
เมื่อ 9/2/2010 13:33:16
|
|
ขอบคุณครับอุตส่าตอบสักยาวอีกแล้ว ส่วนตัวผมก็ยังไม่ได้คำตอบชัดเจนในเรื่องที่อยากรู้เท่าไหร่
เอาง่ายๆครับ ประเด็นที่ 2 ที่คุณบอกว่าเรามีอยู่ก่อนที่โลกจะเกิดประเด็นนี้ก็อยากรู้อีกแล้วครับว่าคุณเอาข้อมูลมาจากไหนพระคัมภีร์ตอนไหนบอกอะไร ผมได้ศึกษามาหลายปี หลายปีที่ศึกษาก็ได้อ่านพระคัมภีร์มาตลอด ช่วยบอกข้อพระคัมภีร์ด้วยครับเผื่อผมจะได้กลับไปเปิด
ส่วนประเด็นที่ 3 ที่คุณทิ้งท้ายว่าทำไมชาวอิสราเอลถึงให้ถูกสร้างพระวิหาร อันนี้ผมเคยศึกษามาบ้างมันไม่ใช่ประเด็นที่หายไปหรอกครับ มันมีเขียนในพระธรรม 2 ซามูเอล 7 ตอนที่ดาวิดจะสร้างพระวิหารให้พระเจ้าเพราะดาวิดรู้สึกว่าตัวได้อยู่ในที่สะดวกสบายแต่หีบพันธสัญญาณของพระเจ้ากลับอยู่ในเต้น แต่พระเจ้าได้ส่งนาธันมาเตือนดาวิดว่ายังไม่ถึงเวลาแต่พระเจ้าได้ปลอมประโลมดาวิด โดยบอกว่า จะสร้างราชวงศ์ของดาวิดและจะสถาปนาอาณาจักรของเขา ซึ่งถ้าดูลำดับพงพันธ์ุของดาวิดเราจะรู้ว่าพระเยซูเกิดจากเชื้อสายของดาวิด ส่วนเรื่องที่บอกว่าพระวิหารใช้ทำพิธีการไดบ้างทำไมพระเยซูต้องโมโหเมื่อมีคนมาขายของที่พระวิหารอันนี้ต้องกลับไปดูว่าพิธีเผาเครื่องบูชานะครับ ในสมัยก่อนการที่จะสารภาพบาปด้วยการเผาเครื่องบูชานั้นต้องนำสัตว์ ขที่จะมาเผาเองส่วนขั้นตอนนำมายังไงผ่ายังไง เอาเลือดพรมไว้ตรงไหนคุณลองไปอ่านเองนะครับ ที่พระเยซูโมโหนั้นโมโหที่เขาไม่ใส่ใจ กลับเอาสะดวกเค้าว่านั้นหมายความว่าเค้าไม่ได้สำนึกในบาปของเขาจริง มันก็เหมือนกับการที่เราจะทำของขวัญให้แฟนอะครับ ทำเองกับมือมันแสดงถึงความจริงใจมากกว่า
(ผมถามว่านมัสการที่พระเจ้าอนุมัติเป็นยังไง คุณก็ยังไม่ตอบดันสร้างคำถามขึ้นใหม่อีก ผมอะ งง กับคุณจริงๆ เลย)
ประเด็นที่ 4 ที่คุณบอกว่าคนในสมัยพระคัมภีร์เดิมรอดได้ยังไงเมื่อเขายังไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ประเด็นนี้ผมเคยคิดแล้วเคยถามอาจารย์หลายท่าน (ทุกท่านไม่ได้คิดเองแต่ยกข้อพระคัมภีร์มาประกอบ แล้วผมก็กลับไปอ่านเองด้วย) คนในสมัยนั้นเชื่อพันธสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ ไว้ผมกลับไปดูข้อพระคัมภีร์ให้นะครับ
หลักๆก็มีเท่านี้ ส่วนอันอื่นคุณพิมพ์มาผมไม่รู้ว่าเป็นประโยคบอกเล่าหรือประโยคคำถามอ่านแล้ว งง 5555
สุดท้ายคุณก็ยังไม่ตอบ เรื่องนมัสการที่พระเจ้าอนุมัติเป็นยังไง กับ ข้อพระคัมภีร์ที่หาย สรุปที่ตอบมากลับเป็นน้ำเหมือนเดิมแถมเอาประเด็นใหม่มาถามอีก 555
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 9/2/2010 14:27:53
|
|
ถ้าเข้าใจไม่ผิดคุณkkk คงหมายถึงหนังสือของเอโนค ในหมวดหนังสืออธิกธรรม ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นปัญหาพอสมควร เนื่องจากมีความเชื่อที่แตกต่างกันในเรื่องความน่าเชื่อถือของหนังสือที่พบแต่ละลเ่ม ซึ่งเป็นเหตุมาตั้งแต่การชำระสารบบพระคัมภีร์
พูดกันง่ายๆก็คือว่าคนที่เชื่อในหนังสือหมวดนี้มาคุยกับคนที่ไม่เชื่อ น่าจะจบได้ยาก แต่หวังว่าพวกเราจะคุยกันด้วยความเข้าใจ รู้แตกต่างกันไม่เป็นไรนะครับ อย่างน้อยพวกเรามีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือต่างรักพระเจ้า แนะนำให้อ่านหนังสือ ลองอ่านลิงก์นี้ดูนะครับ http://www.everythaistudent.com/a/215bible.html จะทำให้เราเห็นภาพบางอย่างเกี่ยวกับการจัดสารบบพระคัมภีร์ครับ ในหัวข้อเรื่อง "หนังสือบางเล่มที่ถูกเขียนขึ้นในสมัยนั้น เช่น อพอคครีฟา หรือพระกิตติคุณฉบับของท่านยูดาส หรือพระกิตติคุณฉบับท่านโธมัส ทำไมจึงไม่ได้รับการรวมรวมเข้ามาด้วย?"
ถือว่าเราแลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 10/2/2010 14:24:32
|
|
สวัสดี คุณPOP / คุณวิทยา ...ทุกท่านที่สนใจอ่าน.
ก่อนอื่น ขอบคุณ คุณ POP ที่สนใจ แม้จะ ร้อนรนอยู่บ้าง ควร ทำใจให้สงบ.. สำรวม.. ช้าๆได้พร้าเล่มงาม เอาไปใช้ในทั้งชีวิตนะท่าน
- กุญแจสู่ความเข้าใจ ในความลึกซึ้งตรึงใจนั้นพระคำ อยู่ที่หัวใจที่ถ่อมตน มีความอ่อนโยน รู้สึกต่ำต้อยในใจ..มีใจที่พร้อมเป็นผู้พิพาก ที่ยุติธรรมของพระเจ้า
มีใจที่ไม่เข้าข้างใครฝ่ายไหน พร้อมพิจารณา ตามหลักความเป็นจริง เป็นอยู่จริง ผิดถูกว่าไปตามนั้น ..
สิ่งที่ดี และคุณค่าแห่งการนำมาประยุกต์ใช้ มีอยู่ที่ทุกๆที่ในทุกๆ แม้ไกลแสนที่สุดในจักรวาลนี้
เป็นเรื่องปกติที่ ว่าเรื่องที่เราได้รับรู้มานั้นไปขัดกับ หลักแห่งความเชื่อ ที่ปฎิบัติ เราก็จะรู้สึกร้อนรนบ้างเป็นเรื่องธรรมดา..
- แต่ก็ทำได้ผลในการทำการของซาตาน ในการทำงานกับใจของมนุษย์ แม้จะเห็นกับตา แม้จะสัมผัสด้วยใจ ก็ไม่ใช่หลักประกันว่า จะยั่งรากลึกในความเชื่อพร้อมที่จะปลิวไป
ตามกระแสได้ทุกเมื่อ..มีเพียงหนึ่งตะลันท์ ยังเอาไปฝังดินไว้อีก..คิดว่ามี 1 พอแล้ว ดีที่สุดแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว..และเมื่อนาย มา เป็นไงละ จะบอกว่ามีแล้วถูกต้องแล้ว
ก็เอาไว้ตอบนายเองเถอะ..แล้วนายตอบว่าอย่างไร...รู้ไหม
- เราควรเชื่อในการเป็นคนซื่อสัตย์ จริง บริสุทธิ์ มีเมตตา มีคุณธรรม และในการทำความดีต่อมนุษย์ทั้งปวง ควรดำเนินตามคำแนะนำ
ของพอล-เราเชื่อทุกสิ่ง เราหวังทุกสิ่ง เราอดทนมาแล้วทุกสิ่ง และหวังที่จะสามารถอดทนได้ทุกสิ่งหากมีสิ่งใดที่เป็นคุณธรรม งดงาม หรือจากรายงานดี หรือควรสรรเสริญเราควร แสวงหาสิ่งเหล่านี้
- กลับไปอ่าน ในข้อหนึ่ง และข้อ 6 ตอบไปแล้ว..ไปคิดพิจารณาเอง ว่าอยู่ที่ไหน ที่ถูกต้องแท้จริง..แสวงหาแล้วจะพบ
ส่วนพิธีการในพระวิหารนั้น มีอยู่จริง เช่น บัพติศมาแทนคนตาย แต่ไม่ได้ทำ ถึงจะมาทำก็ไม่มีอำนาจจากพระเจ้าโดยตรง ไม่ใข่คิดอย่างทำก้ทำ อยากเพิ่มพิธีอะไรก็เพิ่ม... แล้วการรวมเชื้อสายเอสราเอลทำอย่างไร...
เรียน คุณวิทยา / pop และทุกท่าน ... ขอรับท่าน
- ประเด็น หนังสือเล่มอื่นที่ถูกเขียน แล้วค้นพบ มาเพิ่มเติมภายหลังนั้น ...ก็คงคิดว่าที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอ ถูกต้อง มีคำรับรองในงานเขียนว่า
ไม่ควรมีการเพิ่มเติม ตัดออก..ในที่นี่หมาถึงเฉพาะงานเขียนเล่มนั้นๆที่เขียน และไม่สำคัญว่า ใครจะเป็น ดร. ศาตราจารย์ เขียนรับรองความเชื่อของตน หรือจะเป็นชาวไร่ชาวนา.. แต่ส่วนมากพระองค์ทรงเรียกให้คนต่ำต้อยไม่ค่อยมีการศึกษา เป็นชาวไร่.. ชาวประมงบ้าง..
จำลูกหลานของโนอาห์ที่สร้างหอบาเบลได้ไหม แล้ว พระเจ้าทำให้ภาษาสับสน กระจายไป..คิดหรือว่าเขาไม่มีงานเขียน คิดหรือว่า บรรดา ลูกๆของพระบิดาจะ
ถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการติดต่อ..
600-700 กว่าที่ชาวอิสราเอล แตกแยก กระจาย หายไปตามแผ่นดินโลก รวมถึงตัวเราเองเป็นเผ่าของใคร.คิดหรือว่าเขาไม่มีงานเขียน คิดหรือว่า บรรดา ลูกๆของพระบิดาไม่ติดต่อพวกเขา..ไม่ส่งผู้นำ ดังเช่น โมเสส อิสยาห์..ดาเนียล..เยเรมีย์..ฯลฯ.นำทางพวกเขา.
ของพระบิดาไม่ติดต่อพวกเขา..ไม่ส่งผู้นำ ดังเช่น โมเสส อิสยาห์..ดาเนียล..เยเรมีย์..ฯลฯ.นำทางพวกเขา.
ชีวิตไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เราเกิด โลกไม่ได้เริ่มต้น เมื่อ มีอาดัมกับเอวา..เรามนุษย์ทุกคนเป็นอยู่มาก่อนหน้านั้นนั้นใน สวรรค์..กับพระบิดาบนสวรรค์
เป็นอยู่มาก่อน แม้เราตายจากไปดวงวิญญาณที่รอคอย อีกนับหมื่นแสน ล้านวิญญาณ ที่รอคอยการเกิด ด้วยใจยินดี..
คิดว่าผู้คนของเอโนคที่พระเจ้า รับไปนั้นบนสววรค์ไว้กับพระองค์ ประชากรกี่หมื่น กี่แสน ล้านคน ที่นั้น...
งานเขียนของโมเสส อับราอัม เอโนค ที่ได้รับการสอนจากพระเจ้า นั้น เกี่ยวกับเรื่อง ชีวิตก่อนเกิดเป็นอย่างไร...ไม่ได้มีในไบเบิล.. ใจเย็นขอรับ..
เพราะเพียงเราถูกม่านบังความทรงจำกั้นไว้เท่านั้น ม่านบางๆเท่านั้น ไม่นานม่านนี้จะถูกเปิด
แต่ถึงอย่างไรมันก็ผ่านช่วงเวลามาแล้ว ว่า ที่มีอยู่นี้ ก็พอที่จะทำให้เป็นคนดีได้..แต่อำนาจที่มาจากพระเจ้าโดยตรงในการชำระบาป การช่วยให้รอด..มาโดยใคร อยู่ที่นิกายไหน มีหลายร้อยกลุ่มในโลกนี้ นี่คือปะเด็นที่ควรคิด..
หรือว่ามีอำนาจในการยอมรับ การชำระ ในผู้นำทุกกลุ่ม นับร้อยนิกาย ที่ใช้เล่มเดียวกัน ทุกประการ..หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้ามีความเป็นระเบียบ ศักดิ์มากว่าที่เราคิด พระองค์ไม่ทำอะไร แบบไม่มีระเบียบแบบนั้นแน่.
// หากถูกต้องจริงไม่งั้นจะมีหลายนิกายหรือ สาเหตุแห่งการมีหลายนิกาย งานนี้เป็นฝีมือของใคร ซาตานไหม..เขาทำแค่นี้เองหรือ ไม่เขาไม่ได้ทำแค่นี้..
- ประเด็นไม่ได้ สำคัญ ที่ว่า มีดีแล้ว หรือที่ภาพที่ยังขาดอยู่นั้น..อยู่ที่ไหนถึงมองเห็นกันไปหลายภาพ ..ที่เล่มไหน..ประเด็นไม่ได้ สำคัญ ที่ว่า มีดีแล้ว มากน้อยแค่ไหนแล้วที่นี้... มันอยู่ที่ว่า ศาสนาจักรที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์โดยตรง. อยู่ที่ไหน.โดยผ่านใคร.ซึ่งได้อุปมาไปแล้ว..
//สิ่งหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นถึงความเป็นศาสนาจักร ของพระเป็นเจ้าจริงๆ คืออะไร.. คือ คุณธรรมที่สูงส่งของผู้ที่นับถือ รูปแบบการปกครอง ที่เป็นระเบียบ สังคม พลเมือง ที่ชอบธรรม
สันติสุขคือผลแห่งความเป็นจริง มีเมืองไหนในโลก มีรัฐไหนในโลกที่ผู้คนดีที่สุด ชอบธรรมที่สุด สังคมตามรูปแบบที่พระเจ้ากำหนด อยู่ที่ไหน..นั้นคือผลแห่ง
ความแท้จริง เพราะพระองค์เป็นผู้นำทาง เอง
ไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะ นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ บรรดานิกายต่างๆ ผลแห่งการนับถือของบรรดานิกายเหล่านั้น ในทุกศานาให้..
เห็นความเป็นจริง ...คงวัดกันพิสูจน์กันได้ ได้ที่ผลในระดับหนึ่งที่เชื่อได้ ...แล้วจะเข้าใจว่าที่ไหนถูกต้อง แท้จริง ..คงวัดกันที่ผลแห่งคุณธรรมของคน..ความใจบุญ ความรัก ความจงรักภักดี รูปแบบการนมัสการ คุณภาพชีวิต การอยู่ร่วมกัน ...ความรู้ปัญญาของผู้คน...รูปภาพที่มี..ในการเรียนการสอน
บทเพลงอันศักด์สิทธิ์ ไพเราะที่สุด หลักคำสอนที่สอนด้วย ใจแห่งความเคารพคารวะมากที่สุด ครอบครัวที่มีความสุขที่สุด มาตฐานของเยาวชน ที่ดีที่สุด บริสุทธิ์สะอาด..ชีวิตที่ยืนยาวที่สุด...เมืองทั้งเมืองไม่มีแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน วันอาทิตย์ ทั้งเมืองปิด ไปโบถฐ์กัน ในทำนองเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับ ความไม่จริงจะสวนทางกัน หรือแตกต่างกัน กับความเป็นจริง..
ฯลฯ เดี่ยวจะยาวแค่นี้ก่อน..ไว้ต่อ..
ขอบคุณขอรับที่อ่าน ด้วยใจอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้รับรู้ว่า บริสุทธิ์ใจไม่มีเจตนา อื่นใด
|
|
|
ตอบโดย
POP
เมื่อ 11/2/2010 13:21:13
|
|
ขอบคุณครับครานี้ยาวกว่าเดิม
ส่วนตัวตอนนี้ผมเชื่อพระคัมภีร์เป็นหลักดีกว่าครับ
อะไรที่ไม่ได้เขียนผมไม่อยากคิดเองเออเอง
สิ่งที่เขียนในพระคัมภีร์ส่วนตัวผมคิดว่ามันสำคัญ
เพราะมันสำคัญพระเจ้าถึงอยากให้รู้
อะไรที่ไม่ได้เขียนไว้แสดงว่ามันไม่สำคัญซึ่งมันอาจจะมีอยู่จริงหรือไม่มีก็ได้
อีกอย่างกระบวนการให้การรวบรวมพระคัมภีร์ผมถือว่า
สภาแคนน่อนในสมัยนั้นได้มีการอธิษฐานและกรั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว
ถ้าไม่มีการอธิษฐานและการกรั่นกรองที่มาจากพระเจ้าป่านนี้หน้าจะมีคนมาเรียกร้องว่าทำไมไม่เอาพระธรรมนี้
พระธรรมนั้นบรรจุเข้าไป พระคัมภีร์คงไม่อยู่ยาวจนถึงทุกวันนี้หรอกครับ
เพราะตลอดระยะเวลาที่พระคัมภีร์รวบรวมแล้วก็มีคนออกมาเรียกร้องมากมายว่าทำไมถึงไม่เอาอันโน้นอันนี้ใส่
ถ้าคุณได้อ่านลิ้งที่คุณวิทยาส่งให้น่าจะเข้าใจนะครับ
สรุปสุดท้ายผมคงไม่มีอะไรสงสัยและเพราะผมคิดว่าผมเชื่อพระเจ้าเชื่อพระคัมภีร์
ดีสุด อะไรนอกเหนือจากนั้นแสดงว่ามันไม่สำคัญ เรื่องไม่จริงสักวันนึงมันต้องปรากฎ
ผมว่าคุณน่าจะแวะมาที่โบสถ์สาธรนะครับ ลองมาพูดคุยกันถ้าคุณคิดว่าคุณเชื่อในความจริงที่ถูดนะ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 15/2/2010 8:53:40
|
|

สวัสดี คุณ POP / ทุกท่านที่สนใจอ่าน....
ขอบคุณนะที่ยังติดตาม ถูกต้องที่คิดเช่นนั้นว่า ยึดหลักพระคัมภีร์ที่มีไว้ก่อน
ถูกต้องที่ยึดเชื่อมั่นในความเป็นอยู่จริง มีจริงเชื่อในพระเจ้า....
ถูกต้องที่พระคัมภีร์ไบเบิลได้รับการรับรองว่าเป็นงานเขียนที่ดีที่สุด...เล่มหนึ่งในขณะเวลานั้น
แต่เวลานี้....ยังมีงานเขียนอีกมากมาย ที่ได้รับการเขียน และอีกหลายงานเขียนนำออกมาแล้ว และที่กำลังในขณะนี้ . และอีกหลายงานเขียน ที่รอถึงวาระอันเหมาะสมที่จะนำออกมา...น้องชายเจเร็ด ที่กระจายไป ในสมัยสร้างหอสูงบาเบล ของเผ่า.เชื้อสายต่าง ที่จีน อินเดีย รัสเซีย..ฯลฯ ที่เขามีเรื่องราวต่างๆของพระ เจ้าเช่นกัน ที่มีในไบเบิล ต่างๆ ...แม้ไทย ว่าเป็นเผ่าไหน.
แต่ไม่ถูกต้องที่ศาสนาจักร ของพระเยซูคริส จะมีหลายนับร้อยนิกาย. หลากหลาย ในขณะที่ใช้พระคัมภีร์ไบเบิลเล่มเดียวกัน...และก็บอกว่าของตนดีที่สุดถูกต้องที่สุด...ไม่ต่างกับชาวพุทธ ชาวยิว ชาวอิสลามฯ.ก็บอกว่าของตนดีที่สุด...
ถูกต้องแล้ว สิ่งไหน จริง สิ่งไหนไม่จริง สิ่งไหน ไม่ใช่ของพระองค์ สิ่งไหน ที่เป็นของพระองค์ แม้จะปฎิบัติตามแบบอย่างของพระองค์แต่ไม่ได้การยอมรับ ไม่มีอำนาจจากพระองค์ วันหนึ่งไม่นาน ก็จะถูกเปิดเผย.เผย
....เราไม่รู้จักเจ้า...
.....เจ้าสอนบัญญัติ ของเราตามแบบ ฉบับของพระผู้เป็นเจ้า แต่ใจเจ้าห่างจากเรา..
...
ได้ เกริ่นไปแล้ว ศาสนาจักร ที่เป็นของพระเยซูคริสต์ที่ได้รับการจัดตั้งโดยมือของพระองค์เอง หรือโดยการนำทางโดยพระเอง ดูได้จากผล..คุณธรรมที่สูงส่งในทุกด้าน.. คุณภาพชีวิต.สันติสุข ของผู้นับถือเอง..เดี๋ยวไว้ต่อประเด็นนี้ น่าสนใจมากๆ
หากเปรียบเทียบ .. พระคัมภีร์ไบเบิล คือหนึ่งในประวัติศาตร์ ของมวลมนุษย์ นับจากก่อนการวางรากฐานของโลกนี้..เรื่องราวผู้คน และพระเจ้า..คือ 1 เล่ม ที่ยาวนาน..หากคนเรียนรู้ และทำความเข้าใจ ขยายความเข้าใจ ..ด้วยความตั้งใจจริง จนแตกฉาน ในทุกเรื่องๆทุกๆตอน ...เกี่ยวกับ มนุษย์กับพระเจ้า.
หากเปรียบเทียบ .. พระคัมภีร์ไบเบิล เป็น ความเข้าใจ เป็นความรู้หนึ่งอันทรงคุณค่าที่สุด..
มี 1 ตะลันต์ เราคงไม่ เอาไปฝังไว้ คิดว่าดีแล้ว พอแล้ว.....แต่ถึงก็นั้นก็ยังเห็น เรื่องราว อย่างอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานเขียนจากพระเจ้าโดยตรง แต่เป็นเรื่องราวที่ดี มากๆ .ก็ยังโยงเข้ากับ ข้อพระคัมภีร์เพื่อเปรียบเทียบและเรียนรู้ ดังเช่น ที่มีใน หนังสือ มานา ประจำวัน..นั้นก็หมายความว่า ก็ยังมีความจำเป็นที่เรียนรู้..จะอ่านหนังสือเล่มอื่นๆทุกเล่ม..ที่ดี
1+0= 1
1+1+1+1+2+3+4+5+6+7+8+9......=.......
เช่นเดียวกัน หากปิดตัวเองแค่นั้นก็ได้แค่นั้น...
หากเปิดก็จะขยายความเข้าใจได้ ไกล ที่สุดดังเช่นขอบเขตของจักรวาลนี้
เราควรเรียนรู้ทุกเล่ม..ศาสตร์ทุกศาตร์ ต้องรู้..พระเจ้ารู้มากน้อยแค่ไหน ขอถาม พระเจ้ารู้หลักอะไรถึงสร้างโลก ปกครองสรรพสิ่ง ในจักรวาล..นี้ได้ ใช้ศาสตร์อะไรบ้าง พระองค์รู้มากแค่ไหนขอถาม...น่า พิศวงไหม...
เราจะไปอยู่กับพระเจ้า กับพระบิดา กับพระบุตร นั้นหมายความว่า เราควรเป็นคนอย่างไร..เป็นทายาท ร่วมมรดกกับพระเยซูคริสต์ ฉะนั้นเราจะเป็นอะไร เราจะเป็นดังเช่นพระองค์ใช่ไหม เป็นแม้ดังที่พระองค์ทรงเป็น จำได้ไหม.. เป็นพระเจ้าเช่นกันใช่ไหม...ศาสนาจักที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า ไม่เพียงสอนให้เราเป็นแค่คนดี ดังที่พูดๆกัน ความดีก็มีหลายระดับ......
ศาสนาจักที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า ไม่เพียงสอนให้เราเป็นแค่คนดี แต่สอนให้มีคุณธรรมสูงที่สุด ...ฯ แต่ สอนให้เป็นพระผู้เป็นเจ้า..
ผู้ทรงมีความรอบรู้ปัญญาในทุกสิ่ง..พลังอำนาจ.. รัศมีภาพ..การขยายขอบเขตดัง เช่นลูกหลานของอับราฮัม.....เป็นดังที่พระองค์ทรงเป็น...มีเพียงแค่ ไบเบิล พอหรือ..
จากปฐมกาล- วิวรณ์ สุดสิ้นที่หนังสือวิวรณ์ นั้นหรือ พระเจ้าขาดการติดต่อมนุษย์ แล้วหรือ ผู้นำดังเช่น สมัย ก่อนนั้น ไม่มีอีกแล้วหรือ ก็เลยต่างคน ต่าง คิด ตั้งเป็นนิกาย นี่คือสาเหตุนั้นไหม...
แล้วจะหาศาสนาจักรที่แท้จริงของพระองค์ จะพบได้อย่างไร อยู่ที่ไหน...
พระผู้เป็นเจ้า ทรงไม่ใช่ผู้อ่อนหัด แต่ศักดิ์สิทธิ์ มีระเบียบ ทรงพลังอำนาจ ยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง ปรีชาญาณ..เกินความเข้าใจของมนุษย์ มีอะไรมากว่าที่เราคิดได้..ในขณะนี้
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 16/3/2010 11:18:43
|
|
หลังๆมา ผมเริ่มรู้สึกว่าผมยังมีความเข้าใจน้อยที่จะอ่านคำถามของคุณkkk ได้เข้าใจและตอบได้อย่างจุใจทุกประเด็น ที่มาเขียนบอกไว้ตรงนี้แค่จะบอกว่าผมจะพยายามหาคำตอบมาอธิบายความให้ได้อย่างดีที่สุด แต่ยอมรับครับว่าพวกเรากำลังทำเรื่องที่ยากมากๆอยู่ก็คือเราพยายามอธิบายพระเจ้าซึ่งไม่จำกัด ด้วยความรู้อันจำกัดของพวกเราทุกคน
อย่างไรก็ดีขอให้เรามอบความรักผ่านการพูดคุยนะครับ หวังว่าจะไม่โกรธกัน ผมยินดีที่จะหาคำอธิบายที่ดีมากขึ้นตามกำลังความสามารถที่ผมมีอย่างเต็มที่ครับ และจะขออธิษฐานให้พระเจ้าช่วยพวกเราในเรื่องนี้ด้วยครับ
พระเจ้าอวยพรครับ
|
|
|
ตอบโดย
SMLHP
เมื่อ 18/3/2010 15:34:41
|
|
บทเรียนจากปฐมกาลมีอยู่คะ
เริ่มต้นของการที่เอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้าคือ
เอวาไปตอบคำถามงูในเรื่องที่งูมันเปิดประเด็นมา
งูมันไม่ได้โง่หรือไม่รู้ว่าจริงๆแล้วพระเจ้าสั่งอย่างไรกับมนุษย์
แต่มันถามเพื่อจะล่อลวงและให้มนุษย์สงสัยพระเจ้า
แล้วมนุษย์ก็ติดกับ
เราอย่าพลาดซ้ำๆนะคะ
เรียนรู้จากพระคัมภีร์คะ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 25/3/2010 14:24:38
|
|

ถึงคุณวิทยา/ทุกท่านที่สนใจอ่าน
สวัสดีขอรับ ขอบคุณที่ยังมีเสียงตอบกลับ kkk เชื่อ ในความเป็นอยู่จริง ของพระผู้เป็นเจ้า เชื่อในพลัง อำนาจ อานุภาพ ปรีชาญาณ ปัญญา อย่างยิ่งใหญ่อันหาที่จะเข้าใจได้สำหรับมนุษย์..kkk เรียนรู้และเชื่อว่า โลกนี้ไม่ไม่ใช่เพียงโลกเดียวที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ทรงสร้างโลกนับไม่ถ้วน แม้ดังที่โลกเป็นอยู่นี้
kkk ไม่สงสัย ในความเป็นจริงในพระผู้เจ้า ผู้ทรงพระชนษ์อยู่ ทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี ทรงรักและเป็นห่วงเราอย่างที่สุด
เราคงไม่พยายามเข้าใจในความเป็นพระเจ้าในความไม่จำกัด ในขณะที่เรามีจำกัดเพียงน้อยนิด แม้ผงธุลีดิน ที่มองไม่เห็นเราก็ยังเปรียบไม่ได้ในความเป็นพระเจ้า..
แต่สิ่งที่เราควรค้นหาให้พบในความเป็นจริง...ที่พระองค์ทรงมอบให้ไว้กับลูกๆของพระองค์แล้ว ในความจำเป็นที่เกี่ยวกับความรอดของเราเอง ที่เกี่ยวกับความเข้าใจ..ทางที่เราควรแสวงหาให้พบ ..และที่เราจะไม่อยู่กับที่ เราควรพัฒนาตนเองในทุกๆด้าน ฯลฯ นั้นคือประเด็นที่สำคัญที่สุด ในชีวิตตนี้ ขณะที่ยังมีเวลาอยู่และยังไม่พบแล้วจากโลกนี้ไป ก็ช่างน่าเสียดาย
พระองค์ ตรัสว่า เจ้าควรเป็นคนอย่างไรเหล่า ....พระองค์ตรัสว่าเป็นแม้ดังที่เราเป็น..ได้กล่าวนำไปแล้วบ้าง
ระดับคุณธรรม ระดับปัญญา ก็มีหลายระดับ สถานที่จัดเตรีมไว้ให้ ก็มีตามระดับ ระดับความสุขก็มีหลายระดับ ตามระดับเช่นเดียวกัน..
หากอยู่ ร่วมมรดกกับพระเจ้า นั้นคือระดับสูงสุดในทุกด้านๆ เพื่อมีคุณสมบัติต่อ การขยายครอบเขต อาณาจักร การครอบครอง... พลังอำนาจการปกครอง...ฯลฯ.
คุณรู้ไหม ชายหญิง 1 คู๋ที่คุกเข่าแต่งงานในแท่นพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ นั้นคือหนึ่งอาณาจักร. หรือ ..หนึ่งโลกดังเช่นที่เป็นอยู่นี้..
คุณจะเป็น กษัตริย์ เป็นราชินี ที่จะปกครองลูกหลาน..มากมายเหลือคณานับ
คงรู้สินะว่า พันธสัญญาของฮัมราฮัม คืออะไร เจ้าจะมีลูกหลาน ดังเม็ดทรายในทะเลเราคือลูกหลาน ของท่าน และเราก็จะมีลูกหลานของเราดังเช่นท่าน
แม้ชายและหญิงที่แต่งงาน จะเสียชีวิต เขายังสามารถมีลูกๆทางวิญาณ ต่อไปอีกได้ ..แล้วพิศวงไหมละ ว่ามีกี่คู่ ที่แต่งงาน ในเวลานี้ มีกี่คู่ที่เป็นอยู่มาแล้วและที่กำลังดำเนินอยู่ และอีกกี่คู่ที่กำลังจะมีในอนาคต ถามว่า มีกี่คู่ โลก นี้เพียงพอหรือที่จะรองรับ อาณาจักร ของลูกหลาน ของพระผู้เป็นเจ้า..พระองค์ถึงตรัสว่า เราสร้างโลกนับไม่ถ้วน
ก่อนการมายังโลกนี้ พระองค์พระบิดาบนสวรรค์ ทรงโอบกอดเรา บอกกับเรา สอนเราเตือนเรา มอบพรให้เรา ว่าขอให้ไปและ รอดกลับมา โดยผ่านพระบุตรของพระองค์ พระผู้ช่วยให้เรารอดของเรา ...กลับบ้านเรา มา สู่พระองค์อีกครั้ง
พร้อมๆกับสันติในการพบ การรอคอย ..ที่ผ่านยากลำบาก ..ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ศักดิ์ยภาพ ความสามารถ ที่เข้าใจมากขึ้น..นั้นคือจุดประสงค์ของพระองค์ในการสร้างโลกนี้..
วันแห่งการเสด็จมาของพระองค์ หากเรามีคุณสมบัติ เพียงพอเราคงอยู่ร่วมในขบวน รับเสด็จ พระเยซูคริสต์ พร้อมกับเหล่าเทพ เมืองอีโนคจะลงมา
แอดัม เอวา บรรพบุรุษ บิดา มารดา แรกของเราจะนั่งในฐานะประธาน ..ในบัลลังค์ในการประชุมใหญ่ อันศักดิ์สิทธิ์นั้น ท่านคงมองดูลูกหลานของท่านที่เหลืออยู่ ที่มากมาย ...ท่านจะกล่าวอะไรบ้างกับพวกเรา...น้ำตาแห่งความสุข คงไหลท่วมท้นในที่ชุมนุมใหญ่นั้น
จะมีบุคคลหลายท่าน ที่ชอบธรรมที่มีชื่อกล่าวถึงในพระคัมภีร์ แม้พระพุทธเจ้า มูฮัมมัด ขงจื้อ ศาสดาเอกของจีนนลฯ ศาสดา หลายๆท่านของพระเจ้า จะอยู่ในการประชุมใหญ่นั้น ในสวนอีเด็น..รู้ไหมสวนอีเด็นอยู่ที่ไหน..ไว้ต่อ..
มีหลายสิ่งที่น่าสนใจมากๆ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 7/4/2010 9:39:17
|
|
ถึง SMLHP และทุกท่านที่ค้นหาความจริง..
ดูฉลาดรู้จักคิดเปรียบเทียบนะนี่ ..คุณ SMLHP พระบิดาบนสวรรค์ของเรา ทรงมีแผนให้พวกเรา..ในที่ประชุมใหญ่ในสวรรค์ก่อนการเกิดมายังโลกนี้ของเรา เหล่าวิญญาณ นับไม่ถ้วน อยู่ที่นั้นใน บรรดาลูกๆ ของพระบิดาอยู่ที่นั้นด้วย ศาสดาในทุกศาสนาอยู่ที่นั้นด้วย ตัวเราเองก็อยู่ที่นั้น. คงจำไม่ได้ละซิว่า อยู่มุมไหนในการประชุมใหญ่นั้น
พระบิดาของเราทรงมีแผนในการสร้าง..โลกนี้ มีแผนที่จะให้เรามายังโลกนี้..เพื่อเรียนรู้เติบโตในความเข้าใจ.. ประสบการณ์ต่างๆ ทุกรูปแบบ เพื่อจะเป็นดังพระองค์ทรงเป็น พวกเรายอมรับแผนนั้นด้วยใจ ยินดี โห่ร้องสรรเสริญที่จะได้มาที่นี่
ในการสร้างโลกนี้นั้น พวกเรามีส่วนร่วมในการสร้าง เหมือนเราสร้างบ้านที่เราจะมาอยู่........(เอบราฮัม 3:22 -2
๒๒.บัดนี้ พรเจ้าทรงแสดงแก่ข้าพเจ้าเอบราแฮม ถึงดวงความรู้แจ้งที่ถูกจัดวางไว้ก่อนโลกเป็นมา และในบรรดาคนทั้งหมดมีดวงที่สง่าและใหญ่ยิ่งหลายดวง
๒๓.และพระผู้เป็นเจ้าทรงเห็นจิตวิญญาณเหล่านี้ว่าเขาดีและพระองค์ประทับยืนท่ามกลางพวกเขาและพระองค์ตรัส: เราจะทำให้คนเหล่านี้เป็นผู้ปกครองของเรา เพราะพระองค์ประทับยืนในบรรดาคนเหล่านั้นที่เป็นวิญญาณและพระองค์ทรงเห็นว่าเขาดี และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้า: เอบราแฮม เจ้าเป็นคนหนึ่งของพวกเขาเจ้าถูกเลือกก่อนเจ้าเกิด
๒๔.และมีคนหนึ่งยืนอยู่ในบรรดาพวกเขาที่เหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า และพระองค์ตรัสกับคนเหล่านั้นที่อยู่กับพระองค์: พวกเราจะลงไปเพราะมีที่ว่างที่นั่นและเราจะเอาจากสารเหล่านี้ และเราจะทำแผ่นดินโลกซึ่งบนนั้นคนเหล่านี้จะอาศัยอยู่
๒๕.และพวกเราพิสูจน์เขาพร้อมกันนั้นเพื่อดูว่าเขาจะทำสิ่งทั้งหมดอะไรก็ตามที่พระเจ้าพระผู้เป็นเจ้าของเขาจะบัญชาเขาหรือไม่
๒๖.และคนที่รักษาสถานะแรกของเขาจะได้รับเพิ่มเติมและคนที่หารักษาสถานะแรกของเขาไม่จะไม่มีรัศมีภาพในอาณาจักรเดียวกับคนเหล่านั้นที่รักษาสถานะแรกของเขา และคนที่รักษาสถานะที่สองของเขาจะมีรัศมีภาพเพิ่มเติมบนศีรษะของเขาตลอดกาลและตลอดไป
๒๗.และพระเจ้าตรัส: เราจะส่งใครไปเล่า? และคนหนึ่งที่เหมือนกับบุตรมนุษย์ทูลตอบ: ข้าพระองค์อยู่นี่ ทรงส่งข้าพระองค์ไปเถิด และอีกคนหนึ่งทูลตอบและทูล: ข้าพระองค์อยู่นี่ ทรงส่งข้าพระองค์ไปเถิด และพระเจ้าตรัส: เราจะส่งคนแรก
๒๘.และคนที่สองโกรธและหารักษาสถานะแรกของเขาไม่ และในวันนั้นคนเป็นอันมากติดตามเขาไป
บทที่ ๔
๑.และเมื่อนั้นพระเจ้าตรัส: ให้พวกเราลงไปกันเถิด และพวกท่านพากันลงไป ณ การเริ่มต้นและพวกท่านนั่นคือพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายทรงวางระเบียบและประกอบท้องฟ้าและแผ่นดินโลก.....(พูดถึงป็นการสร้างเช่นเดียวกับที่มีในปฐมกาล)
ในข้อ ๒๗.และพระเจ้าตรัส: เราจะส่งใครไปเล่า? และคนหนึ่งที่เหมือนกับบุตรมนุษย์ทูลตอบ: ข้าพระองค์อยู่นี่ ทรงส่งข้าพระองค์ไปเถิด และอีกคนหนึ่งทูลตอบและทูล: ข้าพระองค์อยู่นี่ ทรงส่งข้าพระองค์ไปเถิด และพระเจ้าตรัส: เราจะส่งคนแรก ...(พระบิดาทรงเลือก ทรงใช้ พระบุตร พระเยซูคริสต์ลงมา)
และในข้อ ๒๘.และคนที่สองโกรธและหารักษาสถานะแรกของเขาไม่ และในวันนั้นคนเป็นอันมากติดตามเขาไป ....(ซาตาน หัวหน้า คือลูซีเฟอร์ จำนวน 1ใน3 ได้ตามเขาไป เขาถูกขับลงมายังโลกนี้ แผนงานเขาคือทำลายแผนงานพระบิดา)
.. เราเป็นคนหนึ่งที่ได้รักษา สถานะแรก คือเลือกที่มาเกิดโลกนี้ ส่วนสถานะที่สอง คือ เมือมาที่นี่แล้วจะรักษาสถานะที่สองหรือไม่ คือติดตามพระเยซูคริสต์และคนที่รักษาสถานะที่สองของเขาจะมีรัศมีภาพเพิ่มเติมบนศีรษะของเขาตลอดกาลและตลอดไป
.. ซาตาน พยายามขัดขวางทุกอย่างในแผนของพนะบิดา งานของเขาคือทำให้มนุษย์ ลูกๆของพระองค์หลงทางผิดไป..ซาตานขัดขวางแน่นอนไม่ให้เราเกิดมายังโลกนี้ พระองค์ทำต้นไม้แห่ง ความตาย และต้นไม้แห่งชีวิต ไว้
.. ซาตานล่อลวงเอวา ให้กินผลไม้แห่งความตาย แล้วเอวาก็กิน
แล้วแอดัมก็กิน ทำไมแอดัมกินตามเอวา แอดัมคงถามเอวา กินแล้วเป็นอย่างไร
นั้นเป็นจุดเปลี่ยนแปลง ของจุดประสงค์ในการสร้างโลกนี้
หากซาตานรู้ว่านั้นเป็นแผนของพระบิดา ซาตานจะขัดขวางไม่ให้ อีฟกับแอดัมกินผลไม้แห่งความตายนี้ แต่ซาตานหารู้ไม่ว่า เป็นแผนที่ให้ซาตานติดกับ แผนซ้อนแผน... จุดประสงค์ในการสร้างโลกนี้ ไม่ใช่ให้เพียงสองคนอยู่ แต่เป็นที่ที่เหล่าลูกๆของพระบิดา พระมารดา รอคอย การมาที่นี่ด้วยใจชื่นบาน..
ซาตานยังไม่หยุดงานของเขา ตอนนี้ เขาทำงานมากในการทำให้มนุษย์หลงทางผิด ....
แม้จะมีม่านบังความทรงจำของเราในโลกก่อนเกิด.. แต่พระองค์ยังคงรักห่วงใยเราเสมอ ศรัทธา..ที่เรามีจะทำให้ม่านบางลง ทำให้มีมุมมองนิรันดร์ที่ยาวไกล..
แค่นี้ก่อนนะ
|
|
|
| |
|
ถึง KK
ผมชื่อพิศิษฐ์ จงสถิตย์วัฒนา ผมเขียนถึงคุณในฐานะผู้รับผิดชอบเว็บนี้ และเขียนในฐานะคนบาปของพระคริสต์ ผมขอบอกคุณว่าผมเบื่อและเอียนคนอย่างคุณมาก พวกที่ชอบอวดฉลาด ทำอะไรให้มันดูทรงภูมิเข้าไว้ ไม่ว่าเรื่องจำเป็นหรือไม่จำเป็น ถ้าุคณมีประเด็นอะไรก็บอกออกมา การที่คุณอวดภูมิ มันไม่ได้ทำให้คุณดูดี ตรงไหน และการดูดีก็ไม่ใช่สาระอะไรของชีวิตด้วย แต่มันอาจเป็นสาระของคุณก็ได้ เพื่อทำให้ดูทรงภูิมิเรื่องศานาเข้าไว้
แค่ชื่อ นามสกุลจริง ยังไม่กล้าใช้ คุณกลัวอะไร ช่วงนี้ผมอยู่ที่โบสถ์สาธรเกือบทุกอาทิตย์ ผมตัวใหญ่้ ตัดผมสั้น หาไม่ยาก เราสามารถพบกันตัวเป็นๆได้ ถ้าต้องการ
สิ่งทีุ่คุณเขียน คุณกำลังชี้นำ ด้วยวิธีการพูดของคุณ คุณไม่ได้พูดว่า นี่้เ็ป็นแค่ความคิดของคุณ แต่คุณพูดในทำนองว่า มันเป็นอย่างนั้น คุณรู้ได้ยังไงว่าสิ่งทีคุณพูดมันถูก
ผมไม่ได้มองว่าวิชาการและความรู้ทางศาสนาทำให้คนๆนั้นดูดีหรือไม่ดี มันตื้นไปแบบนั้น ประเด็นคือมันช่วยให้เค้าเป็นคนที่ดีขึ้นหรือไม่ต่างหาก แต่ผมก็ไม่ได้ต่อต้านเรื่องความรู้ ความรู้เป็นเรื่องดีเสมอ แต่ความรู้ไม่ได้ทำให้ดูดี แต่ถึงยังไง สำหรับผมแล้ว มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิตมากนักหรอก เมื่อเทียบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเรากับพระผู้สร้าง ประสบการณ์กับพระคริสต์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนมีความหมายกว่าความรู้มากนัก
การที่ไม่ได้ลบประเด็นของคุณออก ไม่ได้หมายความว่า มันน่าสนใจอะไร
แต่มันหมายความว่า ใครเขียนอะไร ท้ายที่สุด วันสุดท้าย รับผิดชอบเอาเอง
หน้าที่เราคือ เปิดกว้าง ยกเว้นถ้ามันเกินเส้นที่ไม่ควรเกิน
คุณจะเขียนตอบหรือไม่ตอบ จะเจอตัวเป็นๆหรือไม่เจอ ได้ทั้งนั้น แต่ไอ้พฤติกรรมแบบนี้ เลิกซะเถอะ มันเเลี่ยน
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 8/4/2010 14:13:10
|
|
สวัสดีท่าน พิศิษฐ์ จงสถิตย์วัฒนา
ขอบคุณมากที่มีเสียงตอบรับ อย่าคิดไรมากเลย อัครวสาวกของพระคริสต์ เกือบทุกคนถูกมรสักขี แม้พระคริสต์ก็ถูกตรึงกางเขน อย่างเจ็บปวดทรมาณอย่างที่สุด คงเข้าใจนะขอรับท่าน..
เขียนในฐานะคนบาปของพระคริสต์ เป็นลักษณะของความถ่อมใจ..
ที่จะพัฒนาความเข้าใจได้..แต่รายละเอียด จะจริงอย่างไรตัวเราเองรู้อยู่ในตน
ขอสนับสนุนอย่างมาก และคิดได้ถูกต้องว่า เรื่องนี้
ผมไม่ได้มองว่าวิชาการและความรู้ทางศาสนาทำให้คนๆนั้นดูดีหรือไม่ดี มันตื้นไปแบบนั้น ประเด็นคือมันช่วยให้เค้าเป็นคนที่ดีขึ้นหรือไม่ต่างหาก แต่ผมก็ไม่ได้ต่อต้านเรื่องความรู้ ความรู้เป็นเรื่องดีเสมอ แต่ความรู้ไม่ได้ทำให้ดูดี แต่ถึงยังไง สำหรับผมแล้ว มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับชีวิตมากนักหรอก เมื่อเทียบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเรากับพระผู้สร้าง ประสบการณ์กับพระคริสต์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนมีความหมายกว่าความรู้มากนัก (พิศิษฐ์ เขียนมา)
รู้ว่า อายุยังไม่มาก ก็เข้าใจ kkk ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น
โลกของเรามันกว้างใหญ่ไพศาล มากว่าที่เราคิด..เราคงคิดว่ามีดวงอาทิตย์ดวงเดียว
กาแลคซี่คือกลุ่มดาว โลกเป็นดาวดวงหนึ่งที่ไม่มีแสงสว่างในตนเอง มีดวงอาทิตย์ให้แสงสว่าง.
กลุ่มดาว หรือกาแลคซี่ ก็มีดาวนับ แสนล้านดวง ในจักรกาล มีกี่กาแลคซี่รู้ไหม
มีนับแสนนับล้านๆกาแลคซี่ แต่ละแกแลคซี่มีดวงอาทิตยเป็นร้อยดวง ใหญ่กว่าที่เราเห็นเสียอีก ..ระยะทางก็เดินทางไม่ถึง ความเร็วไม่พอ ..เดี่ยวจะงง
เราลองนึกถึงความพิศวง ในเอกภาพ การสร้างของพระองค์..นั้นคือด้านที่เรามองเห็นด้วยตาทางกายภาพ แต่อีกมิติอีกด้านหนึ่ง ที่ตาทางธรรมชาติ เรามองไม่เห็นอีกละ ..
พระบิดา ที่เราเคารพ สักการะ นมัสการ คุกเข่าสวดอ้อนวอน ทุกวัน คือใคร...ไม่ใช่ผู้อ่อนหัด ยิ่งใหญ่มากกว่าที่เราคิด ...
เพียงบอกว่า เรื่องของพระเจ้า เป็นเรื่องของการแสวงหา กุญแจสู่ความเข้าใจ ลึกซึ้งตรึงใจ คือ ความปราถนา ความสุภาพอ่อนโยนในใจ ความถ่อมใจ..เปิดใจ..ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่คือความเชือภายในที่จริง ...และไม่ใช่ตามจินตนากาล แต่ทรงพระชนษ์อยู่จริง
เรื่องของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เรื่องเพียงเหตูผลอย่าเดียว แม้เห็นกับตา ก็จะยังไม่เชื่อเป็นเรื่องปกติ ของมนุษย์ หากมีสิ่งไหน ไม่ถุกกับที่ตนเองเชื่อ..
รักพระเจ้า รักเพื่อนบ้าน เราถูกสอนให้มีความรักดังเช่นความรักของพระคริสต์อยู่ในใจ รักศัตรูของเรา ยื่นมิตรภาพที่ดี ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดี ในด้านวาจา กิริยา มารยาท. ปวงชนจะรู้ว่าท่านเป็นดังที่ท่านเชื่อ เป็นสาวกของพระองค์.
..ความจริงจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท..สู่หนทางการเป็นคนที่ดีขึ้น
ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ใจ หากปราถนาเป็นที่ดีรอบคอบมากขึ้น เดี่ยวจะเขียนแบ่งปัน ร่วมกันสร้างสรรค์ข่าวสารแห่งความสุข ..หลักธรรมของพระเยซูคริสต์ให้ ..แค่นี้ก่อน
ด้วยความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างแต่มุ่งสู่ที่เดียวกันกัน รักในพระคริสต์
kkk
|
|
|
| |
|
ถึง แอบจิต KKK
คุณนี้เป็นพวกไร้สาระจริงๆ ผมนึกอยู่แล้วว่าคุณต้องตอบกลับมาในสไตล์แบบอวดภูมิ
มีปมด้อยอะไีรเหรอ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองบกพร่อง ผมมั่นใจมีหลายคนที่นี้ยินดีให้ความช่วยเหลือนะ
พระเจ้าเมตตาให้ผมมารับเชื่อพระองค์เมื่อ 8-9ปีที่แล้ว หลังจากจากพยายามเรียนรู้และต่อสู้ทางความคิดมาหลายปี การที่คนเราเปลี่ยนใจทางศาสนาเป็นเรื่องใหญ่
เค้าต้องตอบคำถามมากมายกับตัวเอง กับคนรอบข้าง กับพ่อแม่พี่้น้องที่อาจจะเสียใจ เพราะฉะนั้น อย่ามาพูดเรื่องความรู้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความรู้ เป็นเรื่องของพระคุณล้วนๆ
เมียผมพึ่งตายไปไม่กี่วันนี้เอง เค้าเป็นคนป่วยมาตลอดชีวิต และไม่เคยต่อว่าพระเจ้าสักคำ เพราะฉะนั้น อย่ามาพูดเรื่องความรู้
ปีนี้ผมอายุ 55 ปีแล้ว ใช่ เป็นผู้ใหญ่หรือเด็กไม่ได้วัดกันแค่อายุ คนอายุไม่มากก็เป็นผู้ใหญ่ได้ คนอายุเยอะที่แก่เพราะกินข้าวมาก ก็มีไม่ใช่น้อย
ผมไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนถ่อมใจอะไร ตรงกันข้าม ผมเป็นพวกความอดทนต่ำโดยเฉพาะกับคนที่ผมเห็นว่าเป็นพวกไร้สาระ ชอบอวดภูมิ ผมเป็นพวกงี่เง่าด้วยซ้ำ
และผมก็ไม่แคร์ด้วยว่าจะสะดุดใครหรือเปล่า เพราะผมยังเป็นคนบาปอยู่ไง และยังเป็นพวกงี่เง่าด้วย ถ้าคุณยังจะเอาเวทีนี้ มาเล่นเรื่องอวดฉลาดส่วนตัวอยู่ได้ คุณควรจะเปิดเผยตัวตน ถ้ายังไม่กล้าเปิดเผย ชอบเป็นคุณแอบก็ไปหาที่อื่นเล่น ที่นี้ไม่ต้อนรับ
ถ้าคุณสงสัยเรื่องผมมีสิทธิ์หรือไม่ ที่จะต้อนรับหรือไม่ต้อนรับ ขอบตอบว่า ผมมีสิทธ์แน่นอนครับ
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 9/4/2010 2:01:52
|
|
ถึงทุกคนนะครับ
ไม่นาเชื่อนะครับว่าเราคุยในกระทู้นี้มายาวขนาดนี้
ผมทราบดีว่าคุณkkkอาจรู้สึกว่าพี่พิศิษฐ์ใช้คำพูดแรงไปบ้าง แต่ผมรู้จักพี่เขาดีครับเขาเป็นคนที่จริงใจมาก และผมอยากบอกด้วยใจจริงนะครับว่าถ้าเราต่างเปิดเผยตนเองซึ่งกันและกัน ไม่ใช้ถ้อยคำยาวๆที่อ่านเข้าใจยาก มันน่าจะมีบรรยากาศที่ดีขึ้นกว่านี้
ถ้าเผื่อว่าคุณkkkยังไม่ทราบ ผมอยากสะท้อนความรู้สึกของผมครับว่าเวลาคุณตอบคำถามผมอ่านเข้าใจยากมากเลยครับ มันมีสำนวนแบบโบราณที่ขนาดผู้สูงอายุที่ผมรู้จักก็ไม่ใช้กันแล้ว บางครั้งมีข้อความหรือข้อพระคัมภีร์โพล่งออกมา เหมือนกับว่าเราต้องตีความอีกครั้ง
เอาเป็นว่าถ้าคุณkkkจะกรุณาอยากให้ใช้ภาษาง่ายๆ กระชับ ถือว่าเห็นแก่ผมเถอะนะครับ ผมอาจจะมีความรู้น้อยกว่า ยังไงช่วยลดระดับลงมาคุยกับผมสักหน่อยนะครับ
ผมชื่อวิทยานะครับ อยากให้คุณเปิดเผยตนเองมากขึ้นนะครับถ้าไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวเองจริงๆ
ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้ตั้งใจชวนทะเละเลยนะครับ แต่หมายความอย่างที่เขียนจริงๆ
พระเจ้าอวยพรครับ
วิท
|
|
|
ตอบโดย
พิศิษฐ์
เมื่อ 9/4/2010 7:29:46
|
|
วิทย์
คุณดีเกินไป ผมคิดว่า ไม่ต้องไปแคร์หรือไปขอความกรุณามันหรอก วิธีการเขียนของไอ้แอบมัน เป็นการจงใจอยู่แล้ว ให้ดูเหมือนเจ๋ง ทรงภูมิไง จะได้ดูดีๆ เหมือนมีสาระไง ถ้าพูดกันดีๆครั้งสองครั้งแล้วยังไม่เข้าใจ และไม่มีท่าทีสำนึก ก็ไม่ต้องพูด สะบัดผงได้เลย ไม่มีค่าพอให้ต้องไปขอร้องหรอก คุนไม่ชวนทะเลาะแต่ผมชวนนะ
กำลังอยากทะเลาะด้วย
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 19/4/2010 9:48:56
|
|
เรียน ท่านวิทยา
สวัสดี คุณวิทยา kkk เองเริ่มเข้าใจ ในธรรมชาติ ของ 2 สิ่ง ...kkkไม่รู้จักใคร ไม่เคยไปร่วมการประชุมที่สาทร จำได้ว่าเคยไปสมัยเป็นเด็ก เคยเดินเข้าไปโบถฐ์ คริสเตียนครั้งหนึ่ง ตอนที่อยู่ จ.อุบล โดยพื้นฐานก็เคยเป็นคาทอลิค แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปแล้ว เมื่อได้พบความสมบูรณ์พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ..พบคำตอบของจุดประประสงค์ของชีวิตว่าคืออะไร ว่าเรามาจากไหน ก่อนมาอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่ทำไมด้วยจุดประสงค์อันใด หลังจากนี้จะไปไหน เราเป็นใคร ตอนนี้
kkk อายุ 39 ปี ด้วยเป็นคนที่ดื้อ
ก็เลยเข้ามาร่วมเขียนด้วย เพื่อช่วยให้ คนที่ได้อ่านได้คิด ได้พิจารณา กว้างมากขึ้น ด้วยจุดประสงค์ เสริมสร้างศรัทธา ความเข้มแข็ง ความปราถนาเป็นคนที่ดี ในพระเจ้า พระเยซูคริสต์มากขึ้น
kkk เป็นเพียง คนเล็กๆ คนหนึ่ง ขอบคุณที่ ยังมอบ เวลาที่ ที่ยังติดต่อกัน
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 20/4/2010 15:41:57
|
|

.
|
|
|
ตอบโดย
วิทยา
เมื่อ 24/4/2010 11:34:50
|
|
ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยปรับภาษาลงมาให้ผมอ่านเข้าใจง่ายขึ้นมากๆ และขอบคุณที่เปิดเผยเรื่องราวของตัวคุณเองให้ผมรู้จักมากขึ้น
ได้ทราบว่าคุณ kkk ไม่ได้ไปคริสตจักรแล้วรู้สึกเป็นห่วงนะครับ ไม่แน่ใจว่าเคยรู้สึกอะไรไม่ดีกับคนในโบสถ์มาก่อนหรือเปล่า อยากหนุนใจให้กำลังใจให้ไปคริสตจักรอีกครั้งนะครับ จริงอยู่ว่าเราอาจท้อใจ เสียใจ กับกิริยาอาการของคนในนั้นได้ แต่อยากบอกว่าเราทุกคนก็ยังมีข้อเสีย อย่างคุณkkk เองก็เขียนมาว่ารู้สึกว่าตนเองเป็นคนดื้อ ผมเองก็มีข้อเสียเยอะครับ แต่ที่ผมไปโบสถ์เพราะทำให้ผมได้ขัดเกลาตัวเองให้เข้าใจความรักของพระเจ้ามากขึ้นๆ เพราะเมื่อเราพบคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกใจเราจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าอย่างมากให้เราสามารถรักเขาได้อย่างที่พระเจ้ารักเรา
อยากให้กลับมานะครับ ถ้าจะมาที่สาธร ผมยินดีต้อนรับเป็นคนแรกครับ กลับมาเถอะครับ มาพูดคุยเล่าสิ่งที่อยากพูดให้ฟังกันนะครับ
อ้อมกอดของพระเจ้ารอเราอยู่นะครับ
วิทยา
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 26/4/2010 14:47:44
|
|

คุณวิทยา
kkkไม่ได้อยู่สูงอะไรนะขอรับ เข่าทุกเข่าจะย่อลงเท่าเทียมกันต่อพระ
พักต์พระองค์ ในวันพิพากษา ขอบคุณที่เชิญชวนด้วยไมตรีจิตที่ดี ก็ขอให้คุณ
วิทยาทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ในการเป็นตัวแทนพระองค์ในการสอนให้มนุษยทำดี มี
กำลังใจเข้มแข็ง ต่อสู้กับภาระที่แต่ละวันแบกรับ ด้วยใจกล้าหาญ ต่อไป นะขอรับ
|
|
|
ตอบโดย
SMLHP
เมื่อ 28/4/2010 0:25:09
|
|
ตอบกลับ kk / kkk บ้าง
ขอบคุณคะที่เขียนถึง
ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อ่านทั้งหมด อ่านตอนต้นมันงงๆ เวิ่นเว้อๆ เลยมาอ่านตอนท้ายเผื่อจะเป็นการสรุปให้สั้นเข้า อ่านแล้วจับประเด็นได้ว่าพระเจ้าวางแผนให้มนุษย์ทำบาป อันนี้ไม่เห็นด้วยเลยซักกะนิดเดียวคะ พระเจ้าไม่ขัดแย้งในตัวพระองค์เองแน่นอนคะ ขอบอกว่า มนุษย์ไม่ต้องทำบาปก็มีลูกได้คะ >_< เพราะตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้วที่พระเจ้าอวยพรให้มีลูกดกทวี คไม่รู้ว่าหนังสือที่ท่านเคยอ่านจะมีบอกไว้ไหม
ปล. ขอเสนอว่าลองหาพระคัมภีร์ของคริสเตียนอ่านดูหน่อยไหมอะคะ เผื่อจะใช้ศัพท์ที่สามารถสื่อสารสิ่งที่อยากจะบอกได้เข้าใจง่ายขึ้นอะคะ
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 29/4/2010 9:19:49
|
|

สวัสดีคุณ SMLHP
ขอบคุณที่ ตอบกลับ kkk ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด ก็ถือว่า เราแบ่งปันความเข้าใจ กัน ด้วยสนทนาธรรม กัน ในทางสร้างสรรค์ ขยายประเด็นที่เราต้องการเสริม มากขึ้น นะ kkk ใช้หลักธรรมในพระคัมภีร์ไบเบิล ในการดำรงชีวิต เป็นมาตรฐานหลัก ...แต่คงเป็นเพราะถูกสอนให้ปิดกั้นเล่มอื่นนอกจากไบเบิล ว่าหากไม่ใช่ไบเบิล พระคัมภีร์อื่นไม่ยอมรับ แต่หนังสืออื่นๆก็ยัง เห็นมาประยุกต์ใช้กัน แต่ทำไม..ก็ไม่แปลกหรอก ความจริงเป็นสิ่งที่น่ากลัว ต่อความ...
ก็ค่อยๆ แกะลอยตาม ง่ายๆ ไม่ได้ สูงอะไร เข้าใจง่ายๆ เพียงใจเรา เท่านั้น เคาะแล้วจะเปิดมันให้เจ้า เปิดใจตนเอง
จากปฐมกาล 1:28 พระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า "จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น จนเต็มแผ่นดิน เกี่ยวข้องกับต้นไม้ สองต้นนี้ไหม
ลองคิดกันดูเองนะ...
จากปฐมกาล บทที่ 3
เอวาถูกทดลอง
3:1 งูนั้นเป็นสัตว์ที่ฉลาดกว่าบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ มันกล่าวแก่หญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสว่า `เจ้าอย่ากินผลจากต้นไม้ทุกชนิดในสวนนี้’"
3:2 หญิงนั้นจึงกล่าวแก่งูว่า "ผลของต้นไม้ชนิดต่างๆในสวนนี้เรากินได้
3:3 แต่ผลของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางสวน พระเจ้าตรัสว่า `เจ้าอย่ากินหรือแตะต้องมัน มิฉะนั้นเจ้าจะตาย’"
3:4 งูจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายแน่
3:5 เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นวันนั้น และเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้าที่รู้ดีรู้ชั่ว"
จากปฐมกาล 3:22 พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด มนุษย์กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความชั่ว บัดนี้เกรงว่าเขาจะยื่นมือไปหยิบผลจากต้นไม้แห่งชีวิตมากินด้วยกัน และมีชีวิตนิรันดร์ตลอดไป"
จากปฐมกาล 3 ข้อ 22 รู้ไหมว่าคืออะไร "ดูเถิด มนุษย์กลายมาเป็นเหมือน ผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความชั่ว หมายความว่าอย่างไร..ผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความชั่ว . พวกเรานี้หมายถึงใครรู้ไหม ...ใครตรัส..
และ 2. บัดนี้เกรงว่าเขาจะยื่นมือไปหยิบผลจากต้นไม้แห่งชีวิตมากินด้วยกัน และมีชีวิตนิรันดร์ตลอดไป" มันคืออะไร ทำไม...ถึงห้าม ชีวิตนิรันดร์ในที่นี้หมายถึงอะไร...ไม่ดีหรอกหรือ..
จากปฐมกาล 3:24 ดังนั้นพระองค์ทรงไล่มนุษย์ออกไป ทรงตั้งพวกเครูบไว้ทางทิศตะวันออกของสวนเอเดน และตั้งดาบเพลิงซึ่งหมุนได้รอบทิศทาง เพื่อป้องกันทางเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต .... เพราะอะไรทำไม ต้นนี้อยู่ที่ไหน..
ก่อนอื่นต้อง ย้อนกลับไปแผนการสร้างของพระบิดา พระองค์ให้อิสระเสรีภาพ หรืออำเภอใจในการเลือก ของมนุษย์ แม้เริ่มต้นในการเลือก ถึงกระนั้นก็ได้สอนแนะนำให้แนวทางในการเลือกไว้ด้วย ว่าอย่างไรกับต้นไม้ สองต้นนี้ คือแอดัม เอวา มีอิสระเสรีภาพในการเลือก มนุษย์ทุกคนเช่นกัน ...ต้นไม้ต้นนี้หากเจ้ากินเจ้าจะตาย...และหากกินตาของเจ้าจะถูกเปิด เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นวันนั้น และเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้าที่รู้ดีรู้ชั่ว" ปฐมกาล3:5 เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นวันนั้น และเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้าที่รู้ดีรู้ชั่ว"
ต้องชม เอวามารดาของประชาชาติ มารดาของเราบรรพบุรุษของเรา เราเป็นลูกหลานของท่าน ที่กล้าหาญ เลือกที่จะรู้ดีรู้ชั่ว เลือกที่จะเป็นพระเจ้า จะเป็นเหมือนพระเจ้า...เราเองก็เช่นเดียวมีเมล็ดพันธ์แห่งการเป็นพระเจ้า สอดคล้องกับ ที่พระคริสต์ ตรัสว่า เจ้าควรเป็นคนอย่างไรเล่า.. เป็นแม้ที่เราทรงเป็นจำได้ไหม..
จากปฐมกาล 3:5 เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นวันนั้น และเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้าที่รู้ดีรู้ชั่ว" แล้ว แอดัม กินตาม แอดัมกินเลยหรือโดยไม่ถาม เอวาหรือ ว่ากินแล้วเป็นอย่างไร
กับอีกต้นไม้หนึ่ง ...
หากเอวา กับแอดัมไม่ทานผลไม้นั้น ท่านทั้งสองก็ไม่มีลูกดกทวีบนแผ่นดินโลก เพราะไม่รู้ความดีความชั่ว ตายังไม่ถูกเปิด จากนี้ก็ย้อนไปที่แผนการสร้าง
ทำไมถึงต้องมีต้นไม้สองต้นนี้ ให้เลือก สร้างเสร็จ มีมนุษย์เสร็จ ก็อยู่ต่อไปได้เลย มีลูกดกทวี ได้เลย ไม่เห็นต้องมีต้องเกี่ยว กับต้นไม้แห่งความตาย ไม่เห็นเกี่ยวกับต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์ ...หากซาตานรู้แผน ซาตานจะหลอกให้กินผลไม้แห่งชีวิตนิรัดร์ แต่หารู้ไม่ว่า..
ซาตานติดกับ โดยหารู้ถึงแผนของพระบิดาไม่ หลอกลวงเอวา เอวาทำบาปเพราะไม่เชื่อพระเจ้า อันนี้เป็นพระประสงค์ที่เราไม่เข้าใจ ว่าทำไม่พระองค์ทำให้เกิดขึ้นแบบนี้ ...คำตอบก็เป็นพระประสงค์เช่นนั้นในการสร้าง...
รู้ว่ามนุษย์มีคำถาม มีข้อแย้งที่คิดกัน ส่วนมากคิดเองไม่เป็นต้อง
ตั้งประเด็น ถึงมีความคิดที่มาแย้ง ไม่งั้นก็อ่านแบบผ่านๆ ไม่รู้ความหมายอะไร อันนี้
เป็นเรื่องการพิสูจน์ด้วยตัวเอง เพราะเป็นเรื่อง ความจริงที่ จะต้องได้รับการตอบจากอำนาจ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ทียืนยันการแสดงให้ประจักษ์ ความจริงต่อจิตวิญญาณตัวเราเอง โดยการสวดอ้อนวอน พระบิดา ในพระนามของพระบุตรพระเยซูคริสต์ และโดยอำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยเจตนาปราถนารู้ความจริง ด้วย ความถ่อมใจ อ่อนโยน แท้จริง ของเรา
ประเด็นนี้เกี่ยวกับ แอดัม เอวา ต้นไม้ คงไม่เกี่ยวกับความรอดของเรา เพราะมันผ่านมาแล้วและเป็นเรื่องของแผนการสร้างของพระบิดา แต่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจถึงจุดประสงค์ของชีวิตที่นี่ เวลานี้
เพียงสนทนาธรรมด้วย ตามภาษาพุทธนะ หากภาษาชาวคริสต์ ก็สนทนาข้อพระคัมภีร์ อย่างสร้างสรรค์ เชิดชูจิตใจ ทำให้มนุษย์ปราถนาเป็นคนที่ดี มีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น ในด้านต่างๆ
|
|
|
ตอบโดย
SMLP
เมื่อ 30/4/2010 23:53:10
|
|
อื่ม สวัสดีคุณ kkk คะ
ตามยาวตามคาดนะคะ (เห็นได้ถึงความตั้งใจคะ อิอิ)
พอเข้าใจการมองภาพคุณขึ้นมาบ้างหลังจากอ่านอยู่สองสามรอบ
มีข้อสังเกตคะ
พระคัมภีร์ที่ยกมาจาก ปฐก 3:5 นั้นเป็นคำหลอกลวงของงูไม่ใช่หรอคะ?
เพราะก่อนหน้านั้นใน
3:4 งูจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายแน่..
ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับความจริงที่พระเจ้าบอกไว้ใน..
2:16 พระเยโฮวาห์พระเจ้าจึงทรงมีพระดำรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า "บรรดาต้นไม้ทุกอย่างในสวนเจ้ากินได้ทั้งหมด
2:17 แต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่วเจ้าอย่ากินผลจากต้นนั้นเป็นอันขาด เพราะว่าเจ้ากินในวันใด เจ้าจะตายแน่ในวันนั้น"
แล้วเอวาก็รู้อยู่เต็มหัวใจว่า..
3:2 หญิงนั้นจึงกล่าวแก่งูว่า "ผลของต้นไม้ชนิดต่างๆในสวนนี้เรากินได้
3:3 แต่ผลของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางสวน พระเจ้าตรัสว่า `เจ้าอย่ากินหรือแตะต้องมัน มิฉะนั้นเจ้าจะตาย’"
แต่ในที่สุดเมื่อฟังคำของงูแล้วก็ล้มลงในความบาป..
3:6 การล้มลงในความบาปของมนุษย์เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นเหมาะสำหรับเป็นอาหารและมันงามน่าดู และต้นไม้ต้นนั้นเป็นที่น่าปรารถนาเพื่อให้เกิดปัญญา หญิงจึงเก็บผลไม้นั้นแล้วกินเข้าไป แล้วส่งให้สามีของนางด้วย และเขาได้กิน
ผลคือเค้าไม่สามารถพบพระเจ้าได้ ไม่กล้าสู้หน้า ไม่สามารถมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าได้เหมือนเดิม เพราะได้ทำบาป ซึ่งพระเจ้าบริสุทธิ์จึงไม่สามารถเข้ากับความบาปได้ ซึ่งก็ขัดแย้งกับหลักคิดที่ว่าพระเจ้าวางแผนให้มารมาหลอกให้มนุษย์กินผลรู้ดีรู้ชั่ว เพราะเท่ากับสนับสนุนให้คนห่างจากพระเจ้าไป ซึ่งไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้าแน่นอนคะ
อันนี้ตอบแบบอ้างอิงพระคัมภีร์
ต่อมาตอบแบบความคิดส่วนตัวบ้าง มันดูไม่มีเหตุผลเลยคะที่จะบอกว่าพระเจ้าอยากให้กินผลรู้ดีรู้ชั่ว แต่สั่งห้ามไว้ก่อน มันเพื่ออะไรกันคะ ถ้าพระเจ้าอยากให้กินผลของต้นรู้ดีรู้ชั่วจริง พระเจ้าก็อนุญาติให้กินทุกต้นในสวนได้ไปเลยไม่ง่ายกว่าหรอคะ ไม่เห็นต้องมาคอยลุ้นว่าเมื่อไหร่มารจะมาหลอก เมื่อไหร่เอวาจะติดกับ
อีกอย่างนึงคะ พระเจ้าจะมีแผนการณ์ให้มนุษย์ทำบาปเพื่อจะได้มีลูกดกทวีหรอคะ ถ้าอย่างงั้นมันไม่ใช่การอวยพรแล้วอะคะ แต่แท้จริงแล้วพระเจ้าอวยพรมนุษย์ให้มีลูกดกทวีนะคะ เพราะฉะนั้นต้องไม่ใช่ด้วยวิธีการทำบาปแน่นอนคะ
ที่ตอบกลับยาวบ้างเพราะอยากแบ่งปันมุมมองและจุดยืนที่คริสเตียนมีให้คุณได้เข้าใจมากที่สุดนะคะ
ขอพระเจ้าเปิดตา เปิดใจคุณให้มากขึ้นและมากขึ้นอีกนะคะ
^__^
|
|
|
ตอบโดย
kkk
เมื่อ 6/5/2010 9:43:30
|
|

สวัสดี SMLP และทุกท่านที่สนใจอ่าน
ขอบคุณที่ตอบกลับ ขอบคุณมากที่ให้ kkk เปิดใจ kkk คิดเสมอว่า การเปิดใจเป็นสิ่งสำคัญ การถ่อมใจ มีใจอ่อนโยน น้อมใจเรียนรู้รับฟัง คิด ใคร่ครวญ พิจารณา พร้อมกับคุกเข่าสวดอ้อนวอนด้วยใจปราถนา เจตนาแท้จริงทูลถามในประเด็นที่เราต้องการเรียนรู้ให้เข้าใจเพิ่มขึ้น
เราๆเองก็คิดได้ ในความเป็นมนุษย์ที่มีอิสระทางความคิดที่จะคิดพิจาณราได้ตามความคิดตนเอง บวกกับหลักความเชื่อ ที่จริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ความคิดที่ได้รับการทรงนำ การเปิดเผยจากพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นการยืนยันความจริงจากพระองค์โดยตรงและรับรู้พบด้วยตนเอง
ประเด็นเป็นเรื่อง ต้นไม้ แห่งความตาย การทานผลไม้นี้ เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แล้วเราๆก็คิดกันได้หากมีเวลาที่จะคิด แต่แนวคิดแนวทางในการคิด เป็นผลมาจากหลักความเชื่อเป็นฐานเช่นกัน...
หากมนุษย์ไม่รู้จักจุดประสงค์ของชีวิต คำตอบอย่างอื่นๆก็จะผิดได้
1. หากไม่รู้ว่าชีวิตเราก่อนที่เกิดมาที่นี่เรามาจากไหน
2.อยู่ที่ไหนมาก่อน มาอยู่บนโลกนี้ ที่นี่ ด้วยจุดประสงค์อันใดเพื่ออะไร ได้อะไรบ้างจากที่นี่ สำคัญมากน้อยเพียงไรที่อยู่ที่นี่โลกนี้ จำเป็นต่อชีวิต การเรียนรู้เติบโต มากน้อยแค่ไหน...ความทุกข์ยาก ลำบาก ..ต่างๆนานา ทุกประการ ของเรา จากผลของมารดาเอวา และบิดา แอดัม บรรพบุรุษของเรา มีผลต่อการรู้จักคุณค่าแห่งความสุขจริงหรือ เราเข้าใจความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์ เข้าใจการชดใช้ได้หรือ มีความใจบุญต่อคนอื่นจริงหรือ เข้าใจความรักที่พระบิดามีต่อเราจริงหรือหากเราไม่เคย เป็นบิดา มารดา ....อันนี้จะยาว ไว้ต่อหากต้องการรู้ ฯลฯ..
3. ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร สภาพหลังการตายเป็นอย่างไร เราจะไปไหน อยู่ที่ไหน..
ทั้ง 3 ประเด็นเป็นแผนแห่งความรอด หรือแผนแห่งความสุข
โดยผ่าน ขั้นตอนต่างๆอะไรบ้าง มีนับหลายร้อยความเชื่อ ที่ใช้ไบเบิลเล่มเดียวกัน เชื่อในการชดใช้บาปเช่นกันแต่ที่ไหนละ ที่ไหน มีพลังอำนาจจริง..นี่คือประเด็นสำคัญ.. แต่ก็มีโอกาสอีกครั้งในโลกแห่งวิญญาณ หรือหภายหลังจากชีวิตนี้ ก็มีการสอนศาสนาเช่นกัน ที่จะได้รับการสอนโดยตรงผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์
กลับมาสู่ เรื่อง มีโลกนี้เสร็จ มีต้นไม้สองต้น ที่ห้าม ...ทำไมมีซาตาน ทำไมถึงมีอิสระภาพในการเลือก ทำไมได้รับการสอนการการเลือก หากกินต้นแรก เจ้าจะตาย ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว ต้นไม้แห่งความเป็นพระเจ้า และอีกต้น อีกต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์ซึ่ง ให้เทพปกป้องไว้ ..
มาสู่คำถามที่ว่า ทำไม มีซาตาน ทำไมประทานอิสระเสรีภาพในการเลือก. ทำไมมีต้นไม้สองต้นนี้ ทำไมไม่อยู่ไปเลย มีลุกดกทวีขึ้นไปเลย ไม่ต้องทำบาป โดยทานผลไม้แห่งความตาย...ทุกอย่างที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นพระประสงค์ที่ทรงเป็นไปตามพระประสงค์พระบิดา ที่เรายังไม่เข้าใจทั้งหมด พระองค์ไม่ปรารถนาให้เราทำบาปแน่นอน แต่อย่าลืมว่าพระองค์ก็ไม่ได้บังคับแอดัม กับเอวา เราเองเช่นกัน ก็มีอิสระตั้งแต่ความคิด และการกระทำ คำพูด ไม่ว่าดีหรือชั่ว
ก่อนอื่นเข้าใจหรือไม่ว่า สภาพการณ์ก่อนการกินผลไม้เป็นอย่างไร และหลังจากกินผลไม้เป็นอย่างไร อ่านดูได้ ว่า ก็รู้ว่าตัวเองเปลื่อยปล่าวรู้จักความดีความชั่ว คนเราเมื่อรู้จักความดีความชั่วเป็นอย่างไรไม่ดีหรือ ที่รู้ว่าอะไรไรดี อะไรชั่ว ไม่ดีหรือที่จะรู้ ไม่ดีหรือที่จะเป็นพระเจ้าได้ จะไปเป็นทายาทมีมรดกร่วมกับพระบิดาในสวรรค์ได้หรือ ประเด็นที่เราควรคิด ควรจะคิด
สภาพการณ์ก่อนการทานผลไม้ของแอดัม กับเอวา เป็นอย่างไร ด้วยความเคารพรักกตัญญูที่ท่านเป็นบิดามารดาแรกของเรา ของประชาติ ทั้งปวง ไม่รู้อะไรดีอะไรชั่ว ไม่รู้อะไรดีอะไรชั่วเป็นอย่างไรไม่รู้ ร้อน ไม่รู้หนาว ไม่รู้จักความทุกข์ไม่รู้จักความสุขไม่รู้ จักความดี ไม่รู้จักบาป ..คิดเองนะเขียนจะยาว ไม่ตายทางร่างกาย ก็คือเป็นอมตะ รวมถึงสัตว์ในท้องทุ่งทุกชนิด จะไม่ตาย
สภาพการณ์ก่อนหลังทานผลไม้ต้องห้ามของแอดัม กับเอวา เป็นอย่างไร ภายหลัง จากนั้น ... พระองค์บอกตรัสว่าอย่างไรหากทานไม้ต้นนี้แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น รู้ดีรู้ชั่ว ตาถูกเปิด แต่ก่อนถูกปิดตานั้นหรือ ทานแล้วจะเป็นพระเจ้าเชื่อไหมละ ..
เข้าใจในความหมายในสิ่งที่คุณSMLP เข้าใจ ...พระองค์พระบิดา ทำงานมีการวางแผนแน่แนอน การวางแผนของพระองค์คงไม่เป็นเหมือนมนุษยแน่นอน.
มีการวางแผนอันยาวไกลมากกว่าที่เราคิด แม้ก่อนการสร้างโลกนี้ มีระเบียบ
ต้นไม้สักต้น ต้นไม้สักดอก แมลงสักชนิด มีการร่างแบบ การวางแผน เรื่องเวลา การเกิดการตาย การดำรงอยู่ สภาพแวดล้อมต่างๆ อย่างละเอียดชัดเจน
มีแมลกี่ชนิด กี่สายพันธ์ มีสัตว์น้ำกี่ชนิด มีสัตว์บกต่างๆกี่ชิด มีพันธ์พืชต่างๆกี่ชนิด
มีดวงดาวกี่ดวงในห้วงจักรวาล มีเม็ดทรายกี่เม็ด ...พระองค์ตรัสว่า มันนับไม่ถ้วนสำหรับมนุษย์ แต่มันนับได้สำหรับเรา..พระองค์รู้จักเราเป็นเป็นอย่างดี เป็นส่วนตัวเฉพาะเจาะจง ไม่ดีหรอกหรือที่คนที่จะช่วยเรารู้จักเราเป็นอย่างดี และไม่ดีหรอกหรือคนที่เราเคารพอย่างที่สุด วางใจเชื่อฟัง ก็รักเรามากอย่างที่สุด
จุดประสงค์ของโลกนี้เช่นกัน...ชีวิตมีจุดประสงค์...ไม่ใช่รับเพียงเพราะรับผลกรรม...แต่แผนงานแห่งการเติบโตสู่ความเป็นพระเจ้า ......พระองค์ตรัสว่า แอดัมตก เพื่อมนุษย์จะได้เป็นอยู่ มนุษย์เป็นอยู่เพื่อเขาจะได้มีความสุข... และอีกข้อ การตายเนื่องจากแอดัมฉันใดการมีชีวิตก็เนื่องจากพระเยซูคริสต์ฉันนั้น
..หากมนุษย์ไม่รู้จักความดีและความชั่ว ไม่รู้จักความทุกข์ จะรู้จักคุณค่า และรักษา ค่าแห่งความสุขได้หรือ จะมีความรักต่อคนอื่นคนที่ต้องการความช่วยเหลือ หากไม่เคยยากลำบาก ...หากไม่พลัดพรากจากคนรัก หรือการเสียชีวิตของคนที่รัก จะเข้าใจความหมายแห่งการพบ การอยู่ด้วยกันได้หรือ .. หากไม่มีการตายจะมีการฟืนคืนชีวิตได้หรือ...หากไม่มีชีวิต มตะ หรือชีวิตมรรตัย จะมีชีวิตที่เป็นอมตะ และเป็นชีวิตนิรันดร์ได้หรือ ฯลฯ...
|
|
|
ตอบโดย
SMLHP
เมื่อ 10/5/2010 14:15:48
|
|
ไม่มีอะไรจะตอบแล้วคะ
ไว้มีประเด็นไหนน่าสนใจจะมาคุยด้วยใหม่นะคะ
พระเจ้าอวยพรคะ
|
|
|
|
|
|